พระสุรเสียงของฉินจิ้นก็ดังขึ้น “ให้เสี่ยวอินเข้ามาเถอะ…”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
ฉินอินทรงผลักประตูเข้าไป ทอดพระเนตรเห็นฉินจิ้นที่อยู่ใต้แสงเทียนกำลังอ่านม้วนฎีกาฉบับหนึ่งอยู่ พระพักตร์เหนื่อยล้า ใต้แสงเทียน จักรพรรดิที่มีพระชนมายุเพียงสี่สิบเจ็ดชันษาผู้นี้กลับมีพระเกศาสีดอกเลาแล้ว ฉินอินรู้สึกเจ็บแปลบที่พระหทัย ตรัสเรียก “ท่านพ่อ…”
ฉินอินไม่ได้เรียกเสด็จพ่อ
ฉินจิ้นเผลอแย้มพระโอษฐ์ เงยพระพักตร์มองธิดา “เจ้าไม่ได้เรียกข้าเช่นนี้นานแล้วนะ…คิดถึงตอนนั้น พ่ออยากให้เจ้าเปลี่ยนไปเรียกเสด็จพ่อ เลยสอนอยู่นานทีเดียว…”
พระเนตรฉินอินแดงระเรื่อ เดินไปคุกเข่าที่โต๊ะทรงงาน พระเกศาสลวยของหญิงสาวร่วงไปอยู่บนกองฎีกา ทรงทอดพระเนตรมองพระบิดา จู่ๆ กลับไม่รู้ว่าจะตรัสอย่างไร
“เจ้ามาเพื่อขอเรื่องหลินมู่อวี่ใช่หรือไม่” ฉินจิ้นตรัสถาม
“เพคะ”
ฉินอินพยักพระพักตร์ก่อนตรัสขึ้น “ท่านพ่อ หลินมู่อวี่เป็นคนง่ายๆ และหัวแข็ง ข้าแทบจะทายได้ถึงตอนที่เขาเห็นสภาพหญิงรับใช้ค่ายทหารเหล่านั้นได้รับความทุกข์ทรมาน เขาจะต้องเข้าไปยุ่งแน่นอนเพคะ เขาก็เป็นคนแบบนั้น ครั้งนี้เขาพาคนไปทำลายหอเลี้ยงดูไม่อาจโทษเขาได้นะเพคะ เหมือนกับที่ใต้เท้าเหลยหงว่าไว้ แต่เดิมหอเลี้ยงดูก็ทำลายความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หรือเพคะ”
สายพระเนตรอันอ่อนโยนของฉินจิ้นมองไปที่พระธิดา “พ่อรู้ พ่อรู้ทุกอย่าง…พ่อจะไม่รู้ว่าหลินมู่อวี่เป็นคนเช่นไรได้อย่างไรกัน แต่ว่า…ก