่อน หากแม้แต่เขาก็มีใจกบฏแล้วละก็ เกรงว่าเมืองหลันเยี่ยนที่ควบคุมใต้หล้าก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่าที่แถวเทือกเขาฉินจะมีคนสกัดจดหมายที่เมืองหลันเยี่ยนส่งไป”
ฉินอินเม้มพระโอษฐ์เบาๆ “ท่านพ่อ ไม่สู้ส่งคนไปหลิ่งหนานดูหน่อยล่ะเพคะ”
“ไม่ต้องหรอก”
ฉินจิ้นผ่อนลมหายใจ เอนพระวรกายลงไปที่เก้าอี้ด้านหลัง “เมื่อเช้าเจิ้งอี้ฝานส่งฎีกามา รายงานว่ากองทัพใหญ่เหล่านั้นกำลังทำสงครามกับพวกหนานหมานแถวชายแดนฝั่งใต้ ดังนั้นจึงไม่สะดวกในการส่งข่าว ทำสงครามติดกันหลายปี นกส่งสารพวกนั้นถูกหนานหมานยิงสังหารตกลงมาหมด ดังนั้นไม่อาจส่งสารถึงพวกเขาได้ เพียงแต่ฎีกาของเจิ้งอี้ฝานมีจดหมายแสดงความจงรักภักดีอยู่ฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายที่ลงนามโดยบัญชาการทั้งสี่ พวกเขายังจงรักภักดีต่อจักรวรรดิไม่เปลี่ยนแปลง”
พระเนตรคู่งามของฉินอินมองเสด็จพ่อแล้วกล่าว “ท่านพ่อ ถึงแม้ว่าเสินโหวจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ในกองทัพจักรวรรดิ แต่…แต่หลายปีมานี้ท่านพ่อก็เห็นแล้วว่าเจิ้งอี้ฝานในตอนนี้ไม่ใช่เจิ้งอี้ฝานเมื่อสิบปีก่อนแล้ว เขาเปลี่ยนไปเยอะมาก ยโสโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดไม่เห็นท่านผู้ซึ่งเป็นจักรพรรดิอยู่ในสายตา ไม่สู้…”
ฉินอินทรงกะพริบพระเนตร ตรัส “สั่งการลับให้พี่ฉินเหลยกับผู้บัญชาการเฟิงจี้สิงและคนอื่นๆ หาโอกาสสลายอำนาจทหารของจวนเสินโหวในเมืองหลันเยี่ยนดีหรือไม่เพคะ”
“จะสลายอย่างไร”
ฉินจิ้นถอนหายใจ มองบุตรสาวอย่างรัก