มองไปทางจงกวง แววตาฉายความชื่นชมผู้นี้ก็มิใช่ธรรมดา เซียนวิญญาณกลับชาติมาเกิด มิเพียงโชคชะตาท่วมฟ้า จิตแห่งมรรคและพรสวรรค์ก็มิเลว หากมอบสวรรค์แห่งความมิมีให้เขา ก็คงมีหวังสำเร็จได้ไม่น้อย
คิดถึงตรงนี้ มู่ฉางเซิงถึงกับรู้สึกลำบากใจ
จะเลือกใครดีเล่า?
ในเวลานั้นเอง บรรพชนถิงโยวพลันเอ่ยขึ้น “ว่ากันไป ข้าก็แอบศึกษาสวรรค์แห่งความมิมีของสหายมานานแล้ว”
“…โอ้?”
คำนี้ทำให้มู่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นทันที แล้วหัวเราะพลางเอ่ย “น่าสนใจนัก เช่นนั้นสหายคิดว่าสวรรค์แห่งความมิมีของข้าเป็นเช่นไร?”
มู่ฉางเซิงแม้ปากเอ่ยอย่างถ่อมตน
แต่ความจริงแล้ว เมื่อถามเช่นนี้ก็เท่ากับกำลังอวดตนอยู่ เพราะมิใช่ผู้ใดจะสามารถสร้างตำแหน่งมรรคผลนอกรีตออกมาจากความว่างเปล่า ได้เหมือนเขา
ทว่าครู่ถัดมา กลับเห็นบรรพชนถิงโยวส่ายศีรษะ
“หากวัดด้วยมาตรฐานของคนธรรมดา สวรรค์แห่งความมิมีของสหายถือเป็นผลงานล้ำเลิศเหนือโลก แต่ในสายตาข้า ข้าทำได้เพียงกล่าวว่ายังต้องฝึกฝนอีก”
มู่ฉางเซิง “…”
ถ้อยคำสิ้นลง แม้รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย “แล้วสหายคิดว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงอีก?”
นี่เดิมทีเป็นการถามเชิงแดกดัน
ใครจะคิดว่า เมื่อบรรพชนถิงโยวฟังแล้ว กลับทำสีหน้าจริงจัง “เรื่องอื่นไว้ก่อน อย่างน้อยมายาภาพของที่นี่ก็ยังมีช่องให้พัฒนา”
“ข้าดูด่านทดสอบของที่นี่ ล้วนตั้งอยู่บนประสบการณ์ของสหายเพียงคนเดียว แม้จะตื่นเต้นสะท้าน