ธ์ระหว่างเขากับพระผู้เป็นเจ้า สำหรับเขาก็ไม่ต่างจากการถูกตัดราก เหตุนี้ในยามนี้แม้เพียงคำพูดก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้อีก มีเพียงการพนมมือคารวะ ปล่อยให้แสงพุทธะไหลเวียนทับซ้อนทั่วกาย ก่อนจะหยุดนิ่ง แตกสลาย กลายเป็นผงทองละเอียดลอยฟุ้งทั่วนภา
ถัดมา เพียงเห็นดวงวิญญาณหนึ่งลอยล่องเข้าสู่ห้วงเวียนว่ายแห่งวัฏสงสาร
กว่างหมิงสิ้นชีพแล้ว
ทว่าศิษย์พุทธะกลับมิได้ดับสูญตามไป หากแต่เบื้องหลังเขา[ธรรมลักษณ์แห่งสวรรค์ทิพย์ตถาคต]อันยิ่งใหญ่โอฬาร พลันขยับเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก
“อมิตาภพุทธ!”
สุรเสียงพุทธะอันกว้างใหญ่ดังก้องไปทั่วแดนสุขาวดี ทว่ามิได้นำพาให้หมู่ภิกษุแห่งสุขาวดีขานรับดังเช่นทุกครา หากแต่แต่ละรูปกลับยืนเหม่อ สายตาเลื่อนลอยมองไปรอบด้าน
มาร…มาร!
ในที่สุด พระเถระชราผมเผ้าขาวโพลนรูปหนึ่งก็ก้าวออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตะลึง ราวกับนกน้อยที่หมักตัวอยู่ในรังมาชั่วชีวิต พลันได้พบกับท้องนภาไร้ขอบเขต
“เหตุใดจึงอาจหาญเยี่ยงนี้? เหตุใดเจ้าจึงอาจหาญเยี่ยงนี้!?”
เพียงเห็นท่านชี้ไปยังปราบมารแล้วตวาดก้องด้วยความเดือดดาล “บ่อนทำลายรากฐานสุขาวดีของข้า… เจ้ากล้าบ่อนทำลายรากฐานสุขาวดีของข้า! มารมหันต์! ช่างเป็นมารไร้ผู้ใดเปรียบในใต้หล้า!”
“สังหารเขาเสีย!”
ตามธรรมดา เพียงคำพูดยังไม่ทันขาดจากปากพระเถระชรา เหล่าภิกษุทั้งปวงคงกรูกันเข้ามาแล้ว ทว่าครานี้… กลับเห็นเหล่าพระภิกษุต่างตอบสนองไปในวิ