รสกัดกลั่น และดวงวิญญาณของข้าในชาตินี้ ก็ยังผนึกอยู่กับร่างเซียนวิญญาณ… ดังนั้นหากต้องการเพิ่มพูนพลังในการต่อสู้ คงต้องอาศัยเคล็ดวิชาและกลวิธีแทน’
ทว่า… ปัญหาก็ยังเป็นปัญหาเดิม
ลวี่หยางไม่มี “แก่นแท้ทองคำ” ที่เป็นของตนเอง จึงมิอาจฝึกฝน วิชามรรคผลที่แท้จริง ได้ ส่วนวิชาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ จะให้ว่าไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ใช่…
ก็แค่… มีไว้ก็พอใช้ประทัง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมุ่งเป้าไปยัง “เจตจำนงกระบี่” หากสามารถได้วิชากระบี่ที่สอดคล้องกับเจตจำนงของตน อานุภาพย่อมไม่ด้อยไปกว่าวิชามรรคผลที่แท้จริงเลย
ทว่าเรื่องที่ทำให้ลวี่หยางแปลกใจยิ่งกว่า กลับเป็นสิ่งนี้ เขาแต่เดิมเข้าใจว่า นิกายกระบี่ต้องหวงแหนเคล็ดกระบี่อย่างเข้มงวดถึงที่สุด ยังครุ่นคิดอยู่ว่าจะกล่าวเกริ่นกับเจินเหรินปราบมารอย่างไรดีเพื่อเอ่ยปากขอเรียน แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากเอื้อนคำ เจินเหรินผู้นั้นกลับเป็นฝ่ายเสนอให้ไปที่ “อวี้ชู” เสียเอง เห็นได้ชัดว่าคิดจะถ่ายทอดเคล็ดกระบี่ให้เขา
ทว่าลวี่หยางกลับหาได้ยินดีนักในใจ
‘ช่าง…กระตือรือร้นเกินเหตุเสียจริง’
การให้เปล่าโดยไม่มีเหตุ ย่อมแฝงความประสงค์ร้าย ด้วยสัญชาตญาณอันสั่งสมจากหลายชาติภพ ลวี่หยางยิ่งรู้สึกระแวดระวังในใจ รู้สึกประหลาดอย่างไรก็ไม่ชอบมาพากล ราวกับว่าเจินเหรินปราบมารมีเป้าหมายแอบแฝง!
ทว่าไม่นานเขาก็คลายใจลง
‘อย่างไรเสีย… ร่างจำแลงแห่งกระบี่นี้ก็ต้องสละในวันหน้าอยู่แล้ว ได้ผลประโย