หมักก็ยิ่งมีรสชาติแย่มากเท่านั้น”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” เว่ยจี๋ประคองศีรษะตนเองด้วยความเจ็บปวด คุกเข่าลงกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้ “ได้…ได้โปรด เจ้าหยุดพูดสักที!”
ในที่สุดเจียงหลีก็หยุดพูด มองเขาที่นั่งคุกเข่าลงกับพื้นด้วยสายตาเห็นใจ เว่ยจี๋ที่ร้องไห้งอแงเป็นเด็กจนตรอก กิเลสแบบนี้ นางไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ
บางที นางกับเว่ยจี๋อาจจะไม่ใช่เพื่อนร่วมทางเดินเดียวกันก็ได้ ดังนั้นนางจึงไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้
เว่ยจี๋ร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง เดี๋ยวก็หัวเราะร่วน เดี๋ยวก็ร้องไห้อย่างหนัก สติคลุ้มคลั่ง ทำเสียจนเจียงหลีคิดว่าเขาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง จนสติวิปลาสไปหมดสิ้นแล้ว
โชคดีที่เว่ยจี๋เสียจริตเยี่ยงนี้ได้ไม่นาน รอจนกระทั่งเขาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แล้วลุกขึ้นมากลับไปเป็นสภาพเดิม ซึ่งก็คือเว่ยจี๋ขี้เมาจอมขี้เกียจเป็นปกติที่เจียงหลีคุ้นเคยอย่ างดี
“มากับข้า” เว่ยจี๋สะบัดขาเสื้อแล้วหันหลังไป
เจียงหลีแววตาเป็นประกายแล้วเดินตามหลังเขาไป
เดินผ่านเครื่องกลหนักๆ และทะลุผ่านห้องสุสาน เดินขึ้นเดินลงอยู่หลายชั้น ในที่สุด เจียงหลีก็มาถึงยังที่ที่เว่ยจี๋ไม่เคยให้