ของเจ้าต่อผู้หญิงที่เข้ามายั่วยวน มันดูขยะแขยงโดยไม่เหมือนการเสแสร้งเลยสักนิด”
“แน่นอนว่าไม่ได้เสแสร้ง เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นกิเลสของข้าก็เท่านั้นเอง” เว่ยจี๋แสยะยิ้มเย็นเยียบ
“พวกเขายังบอกข้าอีกเรื่องหนึ่ง” เจียงหลียกยิ้มมุมปาก สายตาเต็มไปด้วยแววหยอกล้อ
เว่ยจี๋ขมวดคิ้ว “พวกเขายังบอกเรื่องอะไรกับเจ้าอีก”
เจียงหลีเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “พวกเขาบอกว่า…เจ้าเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในหมู่พวกเขา”
เว่ยจี๋มีสีหน้านิ่งค้าง แล้วยิ้มเยาะ “ผีเฒ่าพวกนั้นโกหกเจ้า”
เจียงหลีกลับส่ายหน้า “ข้าคิดว่าพวกเขาพูดถูก วิชาปลุกเสกหุ่นอันเก่งกาจนี้ของเจ้า อยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไป”
“ก็แค่เคล็ดวิชาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น” เว่ยจี๋กลับพูดขึ้นอย่างไม่ใคร่ใส่ใจเท่าใดนนัก
“ขนาดวิชาเล็กๆ น้อยๆ ยังเก่งกาจยอดเยี่ยมขนาดนี้ แล้วถ้าวิชาใหญ่หลวงล่ะ จะขนาดไหน” เจียงหลีกะพริบตาให้อย่างเจ้าเล่ห์
เว่ยจี๋กลับไม่ตกหลุมพราง แล้วหัวเราะเย้ยหยัน “ยุให้ข้าหลงกล เพราะยังเรียนวิชาปลุกเสกหุ่นจากข้าไม่พอ หรือยังอยากทำสิ่งใดอีก”
เจียงหลียิ้มสดใสราวกับดอกไม้บานสะพรั่ง “ความสามารถนั้น…เป็นธรรมดาที่ต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นถึงจะดี”
“ให้มันน้อยๆ หน่อย เอาล่ะ วันนี้เจ