าบาท ให้พวกเราไปค้นดูที่ตำหนักองค์หญิงด้วยตัวเองได้หรือไม่”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เป่ยเหมินเวยหรี่ตาทั้งสองข้าง ความชั่วร้ายปรากฏขึ้น “ห้องหญิงสาวตระกูลไป๋เซี่ยงของพวกเจ้า จะให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาค้นดูตามอำเภอใจได้หรือไม่”
นี่ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับชื่อเสียงที่ใสสะอาดขององค์หญิง แต่เป็นปัญหาที่ยิ่งเกี่ยวโยงกับศักดิ์ศรีของฮ่องเต้อย่างเขา
แต่ว่า ไป๋เซี่ยงกงกลับไม่ยอม ตีหน้าขรึมแล้วพูดว่า “ฝ่าบาทอยากจะทำให้ความจริงกระจ่าง การค้นตำหนักขององค์หญิงเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าหากหานางไม่พบ พวกเราจะยอมรับผิดและขอประธานโทษองค์หญิงเองพ่ะย่ะค่ะ”
“ไป๋เซี่ยงกง เจ้าจะค้นได้หรือไม่” ความเย็นชาที่ดุดันออกมาจากในแววตาของเป่ยเหมินเวย
ไป๋เซี่ยงกงสบตากับเขาอย่างไม่ยอมอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย “ไม่ค้นไม่ได้!”
สายตาของทั้งสองคน ปะทะกันกลางอากาศอย่างดุเดือด เกิดประกายไฟออกมา หลังจากนั้นชั่วครู่ เป่ยเหมินเวยก็ยิ้มออกมา “ได้ ข้าให้เจ้าค้น”
…
กลุ่มคนมุ่งไปยังสถานที่ที่เหวินเหรินชิ่งชิ่งพำนักอยู่
เห็นผู้คนที่จู่ๆ ก็บุกเข้ามา เหวินเหรินชิ่งชิ่งยืนขึ้นมาด้วยความแปลกใจ นางกำนัลในตำหนักของนางทั้งหมดก็ยืนอยู่ข้างหลังนางอย่างเป็นระเบียบ ก้มหน้ามองรองเท้าของตนเอง
“ฝ่าบาท นี่หมายความว่าอย่างไรเพคะ” เหวินเหรินชิ่งชิ่งขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นมา
เป่ยเหมินเวยแสดงความไม่พอใจต่อคนตระกูลไป๋เซี่ยง แล้วพูดกับเหวินเหรินชิ่งชิ่งอย