ซูทำได้เพียงถอนหายใจ นางรู้สึกคุ้นชินกับความเกียจคร้านของจักรพรรดินี แต่ทว่า ความผิดปกติของจักรพรรดินีในหลายวันมานี้ ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
ท่ามกลางความประหลาดใจ นางเดินเข้าใกล้ประชิดและชะโงกดูรอยขีดเขียนบนโต๊ะเจียงหลี
นั่นมันตัวอักษร “ลู่เจี้ย” ทำให้แววตาของอวี้ซูปรากฏความสงสาร “ฝ่าบาทของข้าคิดถึงนายน้อยอีกแล้ว”
“ใช่แล้ว” เจียงหลีที่ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง มิได้สนใจน้ำเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปของอวี้ซู แล้วพยักหน้า และยอมรับความคิดถึงของตัวเอง
อวี้ซูถอนหายใจ อยากจะปลอบ แต่กลับไม่รู้ว่าจะปลอบด้วยวิธีไหน จึงทำได้เพียงถอยออกมาอย่างเงียบๆ โดยปล่อยเจียงหลีไว้คนเดียว จะได้ไม่รบกวนนาง
หลังจากเดินออกจากตำหนักหวงจี๋ จิตใจของอวี้ซูค่อนข้างสับสน นายน้อยไม่อยู่แล้ว ฝ่าบาทใคร่ครวญคิดถึงเช่นนี้ ไม่ใช่การณ์ดีแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะปรากฏชายหนุ่มรูปงามผู้มากด้วยความสามารถและหน้าตาหล่อเหลาคู่ควรกับฝ่าบาท คุณชายจิ่งผู้นั้น…เฮ้อ น่าเสียดายนัก
….
ยามค่ำคืน ณ วังฝูฉวีซึ่งห่างจากตำหนักหวงจี๋ถัดไปสามตำหนัก การดื่มเหล้าแสดงความเคารพ แสงเงาอ่อนช้อยยั่วยวน และเสียงเพลงบรรเลงดังมาแต่ไกล
ตำหนักหลัก ครึกครื้นกว่าปกติมาก
เริ่มการแสดงในท้องพระโลง ท่าทางที่อ่อนช้อยงดงามของนางรำประดุจเทพธิดาฉางเอ๋อใต้แสงจันทร์
ซ้ายขวาทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยขุนนางจยาเซียนทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนนับร้อยชีวิต จุดป