งหลีได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดูๆ แล้ว เจ้าคงไม่ได้ชอบนาง”
“แล้วชอบตกลงคืออะไรหรือ ใช่ที่พี่ชายของข้าปฏิบัติต่อเจ้า และเจ้าปฏิบัติต่อพี่ชายข้าหรือไม่” ลู่เสวียนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“อ่ะแฮ่มๆ ” เจียงหลีกระแอมไอเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง และจ้องมองเขาแล้วพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า “เป็นเด็กอยู่ จะถามเรื่องนี้ไปทำไม รอวันที่เจ้าหลงรักใครเข้าจริงๆ แล้วก็จะรู้เอง”
“เจ้าอายุน้อยกว่าข้าชัดๆ ” ลู่เสวียนพึมพำด้วยแววตาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
เจียงหลีวางแผนที่จะเทศน์ต่อ แต่กลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากบนถนน
ใบหน้าของนางดูเคร่งขรึม ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองไปยังกองทัพที่ได้รับชัยชนะ ซึ่งกำลังเดินเข้าประตูเมืองมาอย่างช้าๆ คนหน้าสุดคือองค์รัชทายาทเฉียนลี่แห่งซีเฉียนผู้ภาคภูมิใจอย่างที่สุด
“จริงๆ แล้วเขาเป็นแม่ทัพผู้พ่ายแพ้ เหตุใดถึงแสร้งทำเป็นภาคภูมิใจได้ถึงเพียงนี้” ลู่เสวียนยืนอยู่ข้างเจียงหลีด้วยท่าทางเหยียดหยาม
เจียงหลียิ้มและแก้ไขว่า “แม่ทัพผู้พ่ายแพ้เป็นเรื่องจริง และความภาคภูมิใจก็จริงเช่นกัน เพียงแต่ ที่เขาภาคภูมิใจไม่ใช่เพราะได้รับชัยชนะ แต่คิดว่าตนจะได้ขึ้นครองราชย์ในไม่ช้าต่างหาก”
“ฝ่าบาทมีพระราชโองการให้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองในวังหลวง…”
เสียงของขุนนางที่มารอต้อนรับดังขึ้น ขณะที่ลู่เสวียนขมวดคิ้ว “ดูเหมือนละครฉากนี้จะเปิดฉากที่วังหลวงซินะ แล้วเราจะไปดูได้อย่างไร”
เจียงหลีเหลือ