‘ถูกแล้ว…เขาย่อมต้องสงสัยข้า’
ลวี่หยางคิดพลัน ก็เข้าใจข้อกังขาในใจของหงจวี่ทันที ร้อยทั้งแปดส่วนย่อมเป็นเพราะเขาเพิ่งใช้วิชาเทพปราบอรหันต์ฝูหลง ทำให้ฝ่ายนั้นจับสัมผัสได้ถึงพิรุธบางอย่าง
‘หงยวิ๋นบ่มเพาะตะเกียงดับแสง’
‘แต่ข้ากลับบ่มเพาะไม้ทับทิม’
‘ภายในตะเกียงดับแสงหาได้มีวิชาเทพธาตุทองซิน…วิถีแตกต่างกันชัดเจน นี่แทบจะเป็นหลักฐานตายตัว ที่เขาจะเกิดความระแวงก็ย่อมเป็นเรื่องปกติ’
แม้กล่าวเช่นนั้น สีหน้าของลวี่หยางกลับปราศจากความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ด้วยแก่นแท้ทองคำของหงยวิ๋นอยู่ในมือของเขา ก็เท่ากับกุมชีพจรของหงจวี่ไว้แน่น หากเขาปรารถนา เพียงขยับมือก็สามารถให้หงจวี่ตายตกในพริบตา
หาไม่แล้ว เขาย่อมไม่กล้านำร่างแท้มาเผชิญหน้ากับผู้บรรลุวางรากฐานขั้นปลายผู้หนึ่ง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็คลี่ยิ้มราบเรียบออกมา สบตาหงจวี่ กล่าวเสียงแผ่ว “เหตุใดเล่า? หากมีข้อกังขา ก็กล่าวออกมาตามตรงเถิด”
“…หงจวี่จักน้อมฟังบัญชาทุกประการ หาได้มีข้อสงสัยใดๆ!”
เพียงพริบตาเดียว ลวี่หยางก็สัมผัสได้ว่าจิตใจของหงจวี่เปลี่ยนไป ความระแวงทั้งมวลกลายเป็นความตื่นตระหนก ทว่าเจ้าตัวยังฝืนรักษาท่าทีให้สงบเงียบอย่างยากลำบาก
ทว่า ลวี่หยางหาได้คิดจะปล่อยผ่านเช่นนี้
ในเมื่อคิดจะใช้ให้หงจวี่กระทำการแทน ก็ต้องให้คนยอมรับด้วยใจ หาไม่แล้ว แม้ไม่กล้าขัดคำสั่ง แต่กลับทำเป็นแค่ผิวเผิน ย่อมก่อความลำบากแก่ตนโดยเปล่า
ครั้นตริตรองชั่วครู