่ ลวี่หยางจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง”
ลวี่หยางหวนระลึกถึงท่าทีของหงยวิ๋นที่มีต่อหงจวี่ในอดีต ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าว “หงจวี่ เจ้าคือผู้เฉลียวฉลาด ข้าเก็บงำเรื่องนี้มาช้านาน…ก็ควรถึงคราวบอกแก่เจ้าสักทีแล้ว”
“เจ้าจงดูร่างนี้ของข้า”
ลวี่หยางกล่าวจบก็จงใจเผยร่องรอยต้นตอออกบางส่วน หงจวี่เหลือบแลเพียงครั้งเดียว ก็บังเกิดอาการตะลึงในบัดดล‘เซียนวิญญาณ…ผู้นี้คือร่างเซียนวิญญาณเช่นนั้นหรือ!?’
เดี๋ยวก่อน…ผิดแล้ว!
ด้วยสายตาของหงจวี่ย่อมเห็นได้ทันทีว่าร่างของลวี่หยางในยามนี้ยังมิได้ถือกำเนิด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างเซียนวิญญาณนี้ยังมิได้ถึงขอบเขตที่ไร้ทางก้าวหน้าอีกต่อไป!
อีกด้านหนึ่ง ลวี่หยางเองหาได้ใส่ใจที่จุดยืนของตนจะถูกเผยออก
เมื่อบรรดาเจินจวินหลบเร้นตัว หงจวี่ก็ยังถูกพันธนาการด้วยแก่นแท้ทองคำของหงยวิ๋น ร่องรอยต้นตอเพียงเล็กน้อยจะถูกผู้อื่นล่วงรู้ก็หาใช่เรื่องใหญ่อันใด
สายตาแวววาวชั่วพริบตา ลวี่หยางก็แย้มยิ้มเบา เอ่ยเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าตลอดห้าพันปีนี้ ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยหรือ?”
ถ้อยคำนี้เพิ่งหลุดออก หงจวี่ก็สะดุ้งเฮือกกลางใจในทันที!
‘หรือว่าหาใช่เช่นนั้น?’
ในสายตาของเขา หงยวิ๋นตลอดหลายปีนี้ล้วนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะแห่งการแสวงหาตะเกียงดับแสงแล้วก็จบลงด้วยความตาย เวียนวนเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยแปรเปลี่ยน
“ฮึ เจ้าวาดภาพข้า…ตื้นเขินเกินไปนัก”
ลวี่หยางแค่นหัวเราะเย็น “ห้าพันปีแห่