อั้งเซียวฉกชิงไปในครานั้น
“หากมิใช่เพราะการคุ้มครองของแดนยมโลก ทำให้เจ้ามิอาจฆ่าข้าได้โดยตรง จำต้องเล่นงานเพียงความทรงจำของข้า ข้าในเวลานั้น…คงถูกเจ้าลบหายจนสิ้นสูญไปแล้ว!”
“เจ้ามารร้าย!”
ต่อวาจาเดือดดาลของหงยวิ๋น อั้งเซียวกลับไม่ไยดีแม้แต่น้อย กระทั่งยังเผยแววเสียดายออกมาบางเบา
ห้าพันปีก่อน การลอบจู่โจมสำเร็จได้ เพราะหงยวิ๋นไร้ซึ่งการระแวดระวัง แต่บัดนี้…หงยวิ๋นเตรียมพร้อมแล้ว การลอบจู่โจมอีกคราย่อมไม่ง่ายเช่นนั้นอีก
ยิ่งไปกว่านั้น แดนยมโลก…ก็แข็งกล้าขึ้นหลายเท่านัก
ยิ่งใกล้ถึงมหันตภัยพันปี อีกทั้งตนก็ถูกเผยตัว จึงไม่อาจอาศัยความลี้ลับหลบซ่อนดังเดิมอีกต่อไป…ราคาที่ต้องจ่ายเช่นครานั้น เขาไม่อาจแบกรับอีกแล้ว
“…ช่างเถิด”
ครั้นคิดถึงตรงนี้ อั้งเซียวจึงเพียงถอนพลังสีรุ้งรอบกายกลับมา ไม่สนใจคำด่าทอของหงยวิ๋นอีก พลันหลับตาลง ขบคิดเงียบงันต่อไป
‘ทว่า…ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดไปอยู่ดี’
‘ต่อให้หงยวิ๋นเป็นเจินจวิน ด้วยระดับแห่งมรรค หากจงใจปิดซ่อนสายตา ข้าย่อมไม่มีทางสัมผัสได้ในแดนยมโลกนี้’
‘สายตาที่ข้ารับรู้ได้…ต้องมาจากผู้ที่ต่างระดับกับข้าเท่านั้น…’
‘…เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่!’
พลันในวินาทีนั้น อั้งเซียวลืมตาขึ้นทันใด ดวงตาพลันเปล่งประกายเยียบเย็น “ไม่ใช่สายตาของหงยวิ๋น? เป็นอีกผู้หนึ่ง…หรือว่าเป็นเจ้าหนุ่มลึกลับผู้นั้นที่จับตามองข้า?”
แม้จะเอ่ยเช่นนี้ แต่ในเมื่อสายน้ำวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในแดนย