เมย “ยุ่งยากขนาดนั้นไปทำไม กลัวนั่นกลัวนี่ ก็แค่คนแก่ไร้ประโยชน์เท่านั้นเอง”
ดวงตาซูม่านม่านปวดร้าว
“ถึงฉันจะไม่เข้าใจว่าพวกคุณเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์ให้ฉันแล้วลำบากลำบนย้ายมาที่นี่ทำไม แต่ในเมื่อพวกคุณบอกว่าเป็นการช่วยชีวิตคน ฉันก็เชื่อค่ะ”
เฝ่ยไป๋ลู่สูดหายใจเข้า มองไปที่โลงศพด้านหลังคนทั้งสองคนแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อคุณช่วยชีวิตคน ให้ฉันช่วยพวกคุณเคลื่อนย้ายมันเถอะ”
น้ำเสียงนี้เหมือนไม่ใช่การย้ายโลงศพ แต่กำลังอธิบายว่าพรุ่งนี้จะกินอะไรดีเสียมากกว่า
“คุณไม่กลัวเหรอ?” ซูม่านม่านส่งเสียงเอ่ยด้วยโทนเสียงแปลก ๆ ในโลงนี้ยังมีคนนอนอยู่นะ
เฝ่ยไป๋ลู่มองเธอแล้วยิ้มบาง ๆ หน้าตาดูใจกว้าง “ฉันไม่เชื่อว่ามีผี และไม่กลัววิญญาณชั่วร้าย”
ในดวงตาปู่ซูฉายประกายวาบขึ้นมา เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “ก็ดีเหมือนกัน ฉันออกแรงไม่ไหวแล้ว”
เขาพยักหน้า ซูม่านม่านจึงไม่ได้คัดค้านอะไร เธอทัดผมไว้หลังหู เห็นเฝ่ยไป๋ลู่ดูไม่มีแรง ก็พูดว่า “ด้านหน้าโลงศพหนักนะ คุณย้ายไปทางด้านหลังแล้วกัน”
เฝ่ยไป๋ลู่ตอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันแบกคนเดียวได้ คุณนำทางข้างหน้าก็พอ”
“คุณคนเดียวเหรอ?” ซูม่านม่านมองเฝ่ยไป๋ลู่หัวจรดเท้า แขนขาที่เพรียวบางของเธอ แล้วส่ายหัว “ไม่ไหว คุณยกไม่ขึ้นหรอก”
ช่วยชีวิตคนนอกธรรมดาได้ก็ไม่ง่ายแล้ว มันน่าเสียดายมากเลยนะ ถ้ายกโลงศพแล้วถูกทับตาย
มีเสียงดังเอี๊ยด ต่อมาเธอก็เห็นเฝ่ยไป๋ลู่เคลื่อนย้ายโลงศพด้วยมือทั้งสองข้า