เรามาในเส้นทางตามปณิธานของกองกำลังของพวกเรามาโดยตลอด”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือเพื่อให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น เขายังพยายามทุกอย่างเพื่อฝึกฝนพวกเรา และไม่ปล่อยให้พวกเราพึ่งพาแต่เขาเลยไม่ใช่รึไงกัน”
หลิวซวนเอ๋อพยักหน้ารับแล้วพูดต่อ “มันก็จริง แต่ก็นะ จางหยวน ข้าว่าเจ้านั้นน่าจะต้องปรับคำพูดใหม่ซะหน่อยนะ”
“ขืนเจ้ายังคงใช้คำพูดนี้อยู่อีกล่ะก็ ข้าว่าคงมีคนสงสัยว่าเจ้าน่ะแย่งตำแหน่งกัปตันมาจากเฉินเฉียงแหงๆ”
จางหยวนที่ได้ยินก็ยักไหล่แล้วพูดออกมา “ข้าเนี่ยนะแย่งตำแหน่ง เจ้าคิดว่าข้าน่ะต้องการช่วงชิงคนจากกองกำลังเพียงสิบกว่าคนเนี่ยนะ”
“หากว่าข้าต้องการพลังจริงข้าไม่ไปเป็นกัปตันให้กองกำลังอื่นในตึกจอมพลไม่ดีกว่ารึไงกัน”
เมื่อหลิวซวนเอ๋อได้ยิน เธอก็ถอนลมหายใจออกมา “นี่เจ้าสมองน้อยรึไงกันเนี่ย ข้าหมายถึงว่าให้เจ้านั้นระวังคำพูดคำจาในอนาคต ไม่ใช่เถรตรงขวานผ่าซาก คิดอะไรออกมาก็พูดแบบนั้น”
“เอ้า ก็ข้าเป็นของข้าอย่างนี้มาตั้งนานแล้วนี่” จางหยวนแม้จะยังคงไม่ยอมรับ แต่ก็เดินออกไปพลางคิดถึงคำพูดของตนที่เคยได้พูดออกไปก่อนหน้านี้
ที่สองพันเมตรข้างหน้า หยานเสวี่ยได้หันหน้ามาถามเฉินเฉียง “เฉินเฉียง รีบๆไปเร็วเข้า นี่เจ้าจะอ้อยอิ่งไปทำไมกัน”
“แล้วพวกเราจะรีบไปทำไมกันล่ะ เดินไปช้าๆก็ได้น่า” เฉินเฉียงแม้จะได้ยินก็ยังเดินต่อไปเรื่อยเปื่อยอยู่แบบนั้น
“หึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้าน่ะกังวลความปลอดภัยของพวกของเจ้าอยู่ใ