านไปมากเท่าไหร่ ทั้งสองก็โจมตีกันรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น นี่ทำให้ผู้คนที่มองดูอยู่ภายนอกตกตะลึงในทุกๆครั้งที่มีเสียงดังเกิดขึ้น
เว่ยฉิงเชินที่ยืนอยู่ข้างพ่อของตนในตอนนี้นั้นได้กุมมือของตนเอาไว้พร้อมร่างกายที่สั่นเทิ้มไม่หยุด
“พ่อ หากเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็พี่ใหญ่เฉินเฉียงต้องแพ้แน่ๆ ทำไมเขาไม่เอาดาบดั้นเมฆออกมาสู้กันล่ะ”
“หลินฟานเป็นจุดชีพจรได้ถึงสิบห้าจุดแล้ว พี่ใหญ่เฉินเฉียงเข้าไปประลองราวกับแข่งความอดทนกันแบบนี้ นี่เขาไม่ได้มองหาความตายอยู่จริงๆหรอกนะ”
บรรดาผอ.ของสี่สำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัวเฟิงแห่งสำนักเสือขาวมีท่าทางและหน้าตาที่แสดงออกมาอย่างเคร่งขรึม
“ท่านเว่ย ท่านสังเกตรึเปล่าว่าเฉินเฉียงนั้นเป็นฝ่ายเลือกที่จะเข้าต่อสู้ในระยะประชิดด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าเขาจะใช้โอกาสนี้ในการทะลวงขั้นการบ่มเพาะนะ”
เว่ยหยวนตี้พยักหน้ารับแต่ก็ขมวดคิ้วในเวลาเดียวกัน “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ พี่เฉียน เฉินเฉียงเป็นคนของสำนักท่าน ท่านคิดว่ายังไง”
เฉียนฝู่เองในตอนนี้มีอารมณ์ที่หลากหลายเกิดขึ้นในใจ
ในระหว่างการต่อสู้นี้ เขาได้ยืนตัวตรงตลอดการต่อสู้
-คนอย่างเฉินเฉียงแห่งสำนักเต่าดำเนี่ยนะจะขี้ขลาด-
-แค่มองดูในตอนนี้ก็รู้แล้วว่าหากเขานั้นต้องประลอง เขาจะประลองกับคนที่แกร่งกว่าเท่านั้น-
-ยิ่งไปกว่านั้นคือตลอดระยะเวลาการต่อสู้นี้ เขาเห็นว่าเฉินเฉียงนอกจากจะแสดงออกมาซึ่งความทรงพลังของร่างกาย