่าพรั่นพรึงแท้’
ภายในใจของลวี่หยางถึงกับสะท้าน ถ้ามิใช่ว่าเขากำลังควบคุมร่างจำแลงผ่านพรสวรรค์หุ่นเชิดแล้วไซร้ เกรงว่าคงไม่อาจแยกแยะความจริงเทียมของโลกนี้ออกเลย
สิ่งที่เห็นด้วยตา สิ่งที่ได้ยินด้วยหู กลิ่นหอมซ่านจมูก ตลอดจนสัมผัสทางกายล้วนเสมือนจริงอย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้แต่ระดับพลังบำเพ็ญก็เช่นกัน ในยามนี้เขาหาใช่ผู้สร้างรากฐานขั้นกลางอีกต่อไป หากแต่กลับกลายเป็นผู้รวมลมปราณขั้นสมบูรณ์อย่างเต็มภาคภูมิ เห็นชัดว่าเป็นกฎเกณฑ์ของสวรรค์แห่งความมิมีที่จำกัดให้ต้องใช้ฐานะของ “เจินเหรินบรรพกาล” ในการฟันฝ่าเภทภัย
วิธีใดๆ ที่เกินกรอบฐานะนั้น ย่อมถูกสกัดกั้น
‘…หากปล่อยไว้นานเข้า สวรรค์แห่งความมิมีจะต้องแพร่ขยายไปทั่ว ยั่วยวนให้เหล่าผู้ฝึกตนทั้งใต้หล้าหลั่งไหลเข้าเสาะหา แม้แต่เจินจวินก็ไม่อาจห้ามปรามได้!’
ลวี่หยางเข้าใจได้แทบในบัดดลถึงความน่าหวาดหวั่นของสวรรค์แห่งความมิมี
เภทภัยนี้คือด่านแรก จึงจำกัดให้ตัวแทนต้องมีพลังเทียบเท่าผู้รวมลมปราณขั้นสมบูรณ์เท่านั้น ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป เจินเหรินบรรพกาลผู้นั้นก็ย่อมต้องรุดหน้าไปเรื่อยๆ!
‘และหากวันใดที่พลังฝีมือของเจินเหรินบรรพกาลล้ำหน้าเกินกว่าผู้ฝ่าฟันเภทภัย เช่นนั้นผู้ฝ่าภัยก็จะได้ล่วงรู้พลังในระดับที่สูงกว่านั้นล่วงหน้า!’
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การเสาะแสวงโอสถทองคำ!
‘เจินเหรินบรรพกาลผู้นั้น ในท้ายที่สุดก็ได้แสวงหาโอสถทองคำ หากนับว่านั่นเป็นเภทภั