ยหนึ่งด้วย เช่นนั้นก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้สร้างรากฐานได้ทดลองแสวงโอสถทองคำก่อนใคร!’
เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็มากพอจะยั่วยวนใจเหล่าผู้สร้างรากฐานทั่วหล้า
ยิ่งเมื่อนึกถึงคำกล่าวของเจินเหรินบรรพกาล ที่ว่า ในสวรรค์แห่งความมิมีนั้น ทุกครั้งที่ฝ่าฟันเภทภัยได้สำเร็จ ก็จะได้รับหนึ่งวิชาเทพสอดคล้องมาเป็นรางวัล …ก็ยิ่งเป็นสิ่งเย้ายวนเกินต้าน!
ยิ่งไปกว่านั้น ในสวรรค์แห่งความมิมี ยังไม่มีวันตาย
‘สวรรค์แห่งความมิมีคือผลแห่งตำแหน่งมรรคาอันลวงตา ร่างเลือดเนื้อไม่อาจเข้า วิญญาณจิตก็ไม่อาจแทรก สิ่งเดียวที่เข้าสู่ได้ มีเพียงจิตสำนึก!’
ดังนั้นแม้ผู้ฝึกตนจะฝ่าฟันเภทภัยพลาดท่า “ตาย” ในสวรรค์แห่งความมิมี ผลลัพธ์ก็เป็นเพียงอาการเลื่อนลอยมึนมัวไปหลายวัน พร้อมสูญเสียกลิ่นอายบุญกุศลไปบางส่วน หาได้อันตรายถึงชีวิตไม่ เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ ย่อมเห็นชัดว่าผลที่ได้จากสวรรค์แห่งความมิมี มีค่ายิ่งกว่าความเสี่ยงมากนัก!ใครเล่าจะไม่ใฝ่หา?
แน่นอน หากจะพูดถึงข้อเสีย ก็ใช่ว่าจะไม่มี…
‘ข้อเสียเดียวก็คือ ภายในสวรรค์แห่งความมิมี เวลายังคงไหลเช่นเดียวกับโลกภายนอก ผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ภายในจึงต้องปล่อยให้ร่างจริงอยู่ในสภาพไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง’
‘…แต่หากข้าใช้เพียงหุ่นเชิดควบคุมร่างแยกให้เข้าสู่ภายใน เช่นนั้นยามคับขันแค่ตัดด้ายขาดก็หนีได้ ไม่เดือดร้อนถึงตัวจริง!’
ลวี่หยางคิดในใจพลางก้าวลงจากเตียง เสมอมองหญิงสาวข้างกายด้วยแววตา