่เพื่อนเก่าพบกันอีกครั้ง ไร้การเสแสร้งอย่างสิ้นเชิง
กล้าเจอหน้าก็ดี!
เช่นนี้หลี่ฉางชิงถึงจะวางใจ
ทว่าเจิ้งเจียนที่นั่งดื่มชาอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อยกลับมองหลี่ฉางชิงอย่างเงียบๆ
จนหลี่ฉางชิงกลับไปแล้ว คังเสียงอวิ๋นถึงถามเจิ้งเจียนว่า “ทำไมเจ้าไม่บอกว่าเจ้ารุ่นเดียวกับติงหลิว? ข้าจำได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าไม่เลวทีเดียวนี่นา!”
“มีอะไรให้พูด!” เจิ้งเจียนเอ่ยอย่างเฉยชา “เวลานี้เขาเป็นขุนนางใหญ่ที่ปกครองมณฑลต่างๆ ส่วนข้าเป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือที่ลาออกแล้วมาขอข้าวกินที่ตระกูลหลี่ พูดไปคนอื่นยังคิดว่าข้าจะพึ่งพาอาศัยเขาเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งน่ะสิ!”
ใบหน้าของคังเสียงอวิ๋นฉายแววเสียใจทันที และเอ่ยว่า “สหายเจิ้ง เพราะข้าคิดไม่รอบคอบ จึงทำให้เจ้าลำบากใจ ไม่อย่างนั้น…งานเลี้ยงนี้พวกเราก็ปฏิเสธไปดีกว่า?”
“ไม่เป็นไร!” ตอนที่เจิ้งเจียนเอ่ย เขายิ้มพลางลุกขึ้นยืน เหมือนคิดได้ตั้งนานแล้ว และเอ่ยว่า “ด่านนี้พวกเราย่อมต้องผ่าน”
“ด่านอะไร?” คังเสียงอวิ๋นไม่เข้าใจ
เจิ้งเจียนหัวเราะเล็กน้อย รู้สึกว่าคังเสียงอวิ๋นที่ไม่เข้าใจแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีความใจกว้างที่ไม่มีเรื่องใดเปิดเผยไม่ได้ แล้วเอ่ยว่า “ข้าหมายความว่า จู่ๆ