งมีจั่วอี่หมิงที่เป็นจิ้นซื่อในปีหย่งซิ่งที่สิบสาม
เพียงแต่หลังจากจ้าวอี้ว่าราชการด้วยตนเองไม่ถึงสองปีจั่วอี่หมิงก็ลาออกและกลับบ้านเกิด
นางเคยออกหน้ารั้งไว้ จั่วอี่หมิงไม่เพียงแต่ไม่ตกลง ทว่ายังเคยเอ่ยกับนางว่า ‘ฮ่องเต้คือฮ่องเต้ ขุนนางคือขุนนาง ฮองเฮาจิตใจบริสุทธิ์งดงาม แต่ต้องจำไว้ว่า สิ่งที่ฝ่าบาทตัดสินพระทัยแล้ว ต่อให้ท่านเป็นคนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กและเติบโตในวังด้วยกันกับฝ่าบาท ก็ไม่อาจคัดค้านตามใจชอบได้เช่นกัน’
ตอนนั้นนางโง่ ไม่เข้าใจ
เวลานี้คิดดูแล้ว จริงๆ แล้วจั่วอี่หมิงกำลังเตือนนางว่า จ้าวอี้เปลี่ยนไปแล้ว ให้นางอย่าจินตนาการถึงจ้าวอี้มากเกินไป…
ตอนหลังนางเป็นไทเฮา เคยส่งคนไปถามสารทุกข์สุกดิบจั่วอี่หมิง และถามจั่วอี่หมิงว่าอยากกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งหรือไม่ ทว่ากลับถูกจั่วอี่หมิงบอกปัดอย่างอ้อมค้อม
นางยังจำคำพูดที่เขาพูดกับทูตได้ ‘ข้าเป็นขุนนางจ้าว ได้รับความคุ้มครองจากราชวงศ์จ้าว การจงรักภักดีอย่างถึงที่สุดตอบแทนแคว้นเป็นหน้าที่ของข้า เพียงแต่ข้าไม่อยากให้ลูกหลานของข้าเกี่ยวข้องกับวงการราชการจ้าวอีก ข้าจึงจำเป็นต้องอยู่ห่างจากราชสำนัก และสอนหนังสือผู้คนในชนบท’
เจียงเซี่ยน