ก็สงสัยว่าข้ารีดเงินและติดสินบนข้างนอกในนามจวนเจิ้นกั๋วกง ท่านพ่อมอบทองห้าร้อยตำลึงให้ข้าเป็นการส่วนตัว ทำไมท่านไม่ถามว่าเขามีเงินออมส่วนตัวเท่าใด? ระวังท่านพ่อจะเลี้ยงอนุไว้ข้างนอกเข้าจริงๆ…”
“เจ้าคนสารเลวนี่!” ฮูหยินฝางแสร้งทำเป็นยกมือจะตีลูกชายอย่างแรง “มีใครกุเรื่องพ่อเจ้าอย่างเจ้าหรือ? พ่อเจ้าเป็นผู้นำตระกูล มีแขกไปมาหาสู่มากมาย สหายขุนนาง ทหารร่วมกอง มีตรงไหนไม่ต้องเข้าสังคมบ้าง มีเงินในมือสักหน่อยจะเป็นไร? จวนเจิ้นกั๋วกงนี้ล้วนเป็นของเขา!”
เจียงลวี่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากเรือนหลัก
ฝูเซิงยิ้มเงียบๆ
แต่เจียงลวี่กลับทำหน้าจริงจัง และจ้องฝูเซิงพลางเอ่ยว่า “เจ้ายิ้มอะไร?”
“ข้า…ข้าไม่ได้ยิ้มขอรับ!” ฝูเซิงฝืนอดทนไว้ จนใบหน้ากลายเป็นสีม่วงอมแดงแล้ว
เจียงลวี่เอ่ยว่า “เจ้าไปเรียกหลี่เชียนมาให้ข้า”
ฝูเซิงตกใจ
เจียงลวี่เลิกคิ้ว ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง “เจ้าคนสารเลวนั่น กลับใช้โอกาสที่ส่งสินสอดครั้งนี้เพิ่มระดับในการฆ่าคนขึ้นอีกขั้น ก่อกวนลู่หลินซานซีจนโกลาหลอลหม่านไปหมด จนคนอื่นต้องมาขอความเมตตากับข้า”
ฝูเซิงยังคงตกตะลึง
เจียงลวี่ยกขาขึ้นมาคิดจะถีบเขา ก็นึกได้ว่าเขาเพิ่งจะหายบาดเจ็บ จึงเก็บขาที่ยกขึ้นกลับมา และเอ่ยว่า “ตระกูลหลี่ก็ปล่อยข่าวออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่าสินสอดรวมทองสองพันตำลึงกับเงินห้าหมื่นตำลึง สินเดิมของเจียหนานยิ่งสูงถึงเงินสิบล้านตำลึง นี่ก็เหมือนเทน้ำถ้วยหนึ่งลงในกระ