ล้าฉุดผู้หญิงมาแต่งงาน และในเมื่อตระกูลหลี่กล้าออกทองสองพันตำลึงกับเงินห้าหมื่นตำลึงเป็นสินสอด พวกเราก็ไม่ควรเป็นคนกังวลเรื่องนี้ แต่ทองสองพันตำลึงกับเงินห้าหมื่นตำลึงนี้มาถึงพวกเราแล้ว พวกเราจะนำกลับไปปักกิ่งหรือทิ้งไว้ที่ต้าถง เรื่องนี้ยังต้องปรึกษาท่านกั๋วกง”
เมิ่งฟางหลิงก็ไม่กล้าตัดสินใจเช่นกัน
ทว่าฮูหยินฉีได้ยินแล้วก็ยิ้มและเอ่ยว่า “ก็ถือเสียว่าเป็นเงินติดตัวที่ตระกูลเจียงมอบให้ท่านหญิง ก็ให้ท่านหญิงเอาไปแล้วกัน”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้!” ฮูหยินฝางยิ้มพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นสินสอดที่มอบให้ตระกูลของเรา ตระกูลของเราก็ต้องเป็นคนเก็บไว้ สินเดิมของท่านหญิงเตรียมเสร็จเรียบร้อยตั้งนานแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะโลภเงินห้าหมื่นตำลึงกับทองสองพันตำลึงของพวกเขา และไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งนี้ไปเติมให้ครบจำนวน”
ฮูหยินฉีได้ยินก็อดที่จะอยากรู้ไม่ได้ จนกระทั่งเมิ่งฟางหลิงเอารายการสินเดิมให้ฮูหยินฝางดู นางจึงตั้งใจดูจำนวนรวมนั้นอีกครั้ง
นางไม่มองก็ยังดี พอมองไปเกือบจะเป็นลม
สินเดิมยี่สิบกว่าหน้าหนาๆ ของโบราณกับภาพเขียนทั้งหมดไม่อยู่ในนั้น แค่เครื่องประดับเงินทองที่สั่งทำให้ท่านหญิงสำหรับการแต่งงาน เครื่องลายคราม ภาชนะดีบุกที่เผาขึ้นมาใหม่ เครื่องเรือนของตกแต่งที่ทำขึ้นก็ใช้ทองสี่หมื่นตำลึงและเงินสามล้านแปดแสนตำลึงแล้ว
ตอนที่ฮูหยินฝางเห็นรายการนี้สีหน้าไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว แถมยังเอ่ยว่า “เวลากระชั้นชิดเกินไป