ีมากหรือ?”
“พอใช้ได้!” เจียงเซี่ยนไม่อยากเอ่ยถึงสองพี่น้องสกุลฉีต่อหน้าหลี่เชียนมากนักโดยไม่รู้ตัว นางตอบสองสามคำอย่างคลุมเครือ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ได้ยินว่าหลายวันนี้ใต้เท้าฉีพาเจ้าวนรอบต้าถง ได้อะไรมาหรือไม่?”
“รู้จักคนในวงราชการของต้าถงจำนวนหนึ่ง” หลี่เชียนเอ่ยอย่างเฉยชา ทว่าตอนที่เอ่ยถึงเรื่องการฝึกทหารของฉีเซิ่งนั้น ดวงตาก็สดใสขึ้นมา “เขาตั้งมั่นรักษาการณ์ที่ต้าถงมาสิบห้าปีแล้ว นอกจากปรับปรุงดาบพิชิตอาชาใหม่ ก็ยังเผยแพร่วิชาดาบในกองทัพ เพื่อโจมตีกองทัพศัตรูให้ออกไปโดยเฉพาะด้วย ตอนทำสงครามก็สามารถโจมตีเกือกม้าได้เช่นกัน จึงจัดการทหารม้าของชนกลุ่มน้อยทางเหนือได้ดีมาก ข้าเคยเอ่ยกับอวิ๋นหลินสองครั้ง ว่าให้เขาคิดหาทางเรียนรู้วิชาดาบแบบนี้และไปเผยแพร่ภายใต้การปกครองของท่านพ่อ…”
เจียงเซี่ยนมองหลี่เชียนอย่างไม่ละสายตา
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ หลี่เชียนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ
บางครั้งนางรู้สึกว่าที่ตนเองพยายามไกล่เกลี่ยข้อราชการมากมายในอดีต เป็นเพราะความมั่นใจในตนเองที่หลี่เชียนมักเผยออกมาตอนที่กำลังเอ่ยถึงเรื่องสำคัญ
ไป๋ซู่เคยบอกว่า นี่ก็คือความทะเยอทะยานอย่างหนึ่ง
แต่ทะเยอทะยานมากแล้วไม่ดีตรงไหน?
หากรู้ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร ก็เป็นความสุขแบบหนึ่งไม่ใช่หรือ
อย่างนางกับหลี่เชียนนั้น เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ ดังนั้นจึงมักจะใช้ชีวิตอย่างสับสนวุ่นวาย
ทั้งส