กนี้ใช่หรือไม่?”
ตระกูลฉีเพิ่งจะกลายเป็นมั่งคั่งและมีอำนาจมากขึ้นหลังจากฉีเซิ่งช่วยเจียงเจิ้นหยวน แม้ตระกูลฉีจะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ชินกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ตอนที่ฮูหยินฉีอยู่ที่บ้านเกิดก็ปลูกผักที่สวนด้านหลังบ้านตนเองเช่นกัน นางจึงเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ปลูกพวกแตงกวา น้ำเต้า พริกหวาน และบวบฝรั่ง” แล้วชี้ให้เจียงเซี่ยนดูว่า แต่ละอย่างอยู่ตรงไหน
ในมุมมองของเจียงเซี่ยนทั้งหมดเป็นดินผืนหนึ่ง จึงแยกไม่ออกเช่นกันว่าอะไรเป็นอะไร นางพยักหน้าอย่างลวกๆ และเสนอว่าจะไปเยี่ยมฮูหยินเฒ่าฉีกับฮูหยินฉี
ฮูหยินฉีรีบเอ่ยว่าไม่กล้า และบอกว่า “จะให้ท่านหญิงไปเยี่ยมซูเหรินได้อย่างไรกัน”
ฮูหยินเฒ่าฉีเป็นซูเหรินระดับสาม ฮูหยินฉีเป็นหรูเหรินระดับเจ็ด ทว่าต่างก็เรียกว่าฮูหยิน เพื่อแสดงความเคารพและประจบประแจงเท่านั้น
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หากฮูหยินเห็นข้าเป็นท่านหญิง ข้าก็จะกลับห้องพักแขก และรอฮูหยินเฒ่ามาเยี่ยมข้า หากเห็นข้าเป็นหลานสาวที่สนิทสนมกันมากจนเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ก็พาข้าไปคารวะฮูหยินเฒ่า”
ฮูหยินฉีลังเลอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ยิ้มพลางขานรับอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาว่า “ได้” และพาเจียงเซี่ยนไปเรือนตะวันออกที่ฮูหยินเฒ่าอาศัยอยู่
ปีนี้ฮูหยินเฒ่าอายุห้าสิบสี่ปีแล้ว แต่กลับผมดำทั้งศีรษะ ร่างกายแข็งแรง และยิ้มอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา นางไม่สนเช่นกันว่าเป็นท่านหญิงห