ยุไม่ถึงสามขวบ ข้อมือไม่มีแรง อาจารย์สอนนางเขียนหนังสือ นางมักจะถือพู่กันไม่ได้ก็โมโห และคิดว่าถือพู่กันแบบไหนแล้วสบายก็ถือแบบนั้น อาจารย์ไม่กล้าดุนาง จนกระทั่งค่อยๆ เติบโตขึ้น นิสัยบางอย่างเปลี่ยนไม่ได้แล้ว อย่างไรลายมือก็ไม่สวยขึ้น
ตอนหลังนางเป็นไทเฮาแล้วต้องเขียนแสดงความเห็นในฎีกา สิ่งที่เหล่าขุนนางระดับสูงจากสำนักฮั่นหลินและสำนักราชเลขาธิการมักจะพูดติดปากก็คือ ‘ลายมือสื่อตัวตน’ และเดิมทีก็ไม่ค่อยสบายใจกับการว่าราชการหลังม่านของนางอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงใช้เวลากับการฝึกเขียนหนังสือไปมากมาย
เพราะฉะนั้นตอนนี้นางจึงเขียนตัวอักษรก่วนเก๋อได้สวยมาก
หลี่เชียนเห็นแล้วแลดูค่อนข้างผิดหวัง และเอ่ยว่า “เจ้าหลอกข้าอีกแล้ว!”
“ข้าไปหลอกเจ้าตอนไหน” เจียงเซี่ยนเหมือนไม่เห็น นางวางพู่กันขนเพียงพอนเหลืองลงบนที่วางพู่กันอย่างเยือกเย็น แล้วรับผ้าอุ่นที่เซียงเอ๋อร์ยื่นมาไปเช็ดมือ พลางเอ่ยว่า “ตัวอักษรแบบนี้ ขอเพียงเป็นคนที่เรียนหนังสือก็เขียนเป็นกันหมดกระมัง? แปลกตรงไหน แต่เจ้าน่ะ ข้าได้ยินเจ้าบอกว่าฝึกอักษรหวัดได้แล้ว เขียนให้ข้าดูสักสองสามตัวดีกว่า”
หลี่เชียนกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก และรีบเอ่ยว่า “นั่นข้าฝึกมั่วซั่ว ใช้ไม่ได้หรอก ใช้ไม่ได้หรอก”
หรือว่าเวลานี้เขายังไม่เริ่มเรียนเขียนอักษรหวัดอย่างนั้นหรือ?
เจียงเซี่ยนนึกถึงครั้งแรกที่นางเจอเขาในชาติก่อนคือสี่ปีหลังจากนี้…และอดที่จะยิ้มไม่ได้
หลี่เชี