งเทียนอี้ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มดีใจออกแล้ว ทว่าตอนที่อยากกระโดดขึ้นมาโห่ร้องอย่างดีใจนั้น อวิ๋นหลินกลับรีบทำสัญญาณมือห้ามไว้
ทุกคนถึงเห็นว่าสีหน้าของเจียงลวี่ดำเหมือนก้นหม้อ
หลี่เชียนยังไม่รู้ และยังคงเอ่ยกับเฉาเซวียนอย่างรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตรงนั้นว่า “วันนี้ขอบคุณท่านมากจริงๆ วันนี้ท่านเป็นทูตของฝ่าบาท มารยาทไม่อาจละทิ้งได้ เดี๋ยวต้องดื่มกับข้าสักสองสามจอก…”
เฉาเซวียนยิ้มพลางพยักหน้า
หลี่เชียนก็หันหน้าไปหาเจียงลวี่ อยากชวนเขาไปดื่มด้วยกันสักสองสามจอกเช่นกัน…ในใจเขา เวลานี้เจียงลวี่เป็นพี่ชายของภรรยาของเขาแล้ว
สีหน้าของเจียงลวี่ยิ่งดูแย่
เขาไม่มองหลี่เชียนแม้แต่นิดเดียว เอ่ยกับเฉาเซวียนด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ข้าจะไปดูเจียหนานหน่อย” และสาวเท้าไปทางเรือนด้านในทันที
หลี่เชียนยังกล้าให้นักยิงหน้าไม้เล็งเจียงลวี่ที่ไหนกัน เขารีบทำสัญญาณมือ นักยิงหน้าไม้เหล่านั้นก็ถอยไปเหมือนกระแสน้ำทันที และเปิดทางสู่ห้องโถงตรงประตูใหญ่
เจียงลวี่โกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง
เจ้าเด็กนี่…ช่างกำเริบเสิบสานจริงๆ!
สักวันหนึ่งเขาจะจับเจ้าหมอนี่มาซ้อมให้หนัก
เจียงลวี่เข้าไปในเรือนด้านในอย่างโมโห และเห็นเจียงเซี่ยนกำลังยืนรอเขาอยู่ใต้ค้างองุ่นในลาน
ตอนนี้เป็นเดือนสี่พอดี ถึงแม้อากาศหนาวในฤดูใบไม้ผลิของปีนี้จะนานมาก แต่พออากาศหนาวไป ไม่นานอากาศก็อบอุ่นขึ้น บนเถาวัลย์เก่าสีน้ำตาลแห้งเหี่ยวเต็มไปด้วยหน่ออ่อนๆ ส