าโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยเจอราชโองการที่อ่านต่อหน้าทุกคนไม่ได้! คงจะรับสั่งด้วยวาจาใช่หรือไม่?”
หวังจ้านได้ยินแล้วก็ได้สติกลับมาทันที จึงรีบเอ่ยว่า “เฉาเซวียน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉา เจ้าอย่ากุเรื่องขึ้นมา! หากฝ่าบาทตำหนิลงมา ข้ากับท่านพี่อาลวี่จะเป็นคนรับผิดชอบเอง เจ้าไปยืนข้างๆ ดีกว่า เดี๋ยวกลับเมืองหลวงกับพวกเรา อาวุธไม่มีตา เจ้าอย่าทำให้ตนเองบาดเจ็บเชียว”
ความนัยที่แฝงในนั้นคือ อย่าว่าแต่พระราชเสาวนีย์เลย ต่อให้เป็นพระราชโองการ หากเนื้อหาเหลวไหล และไม่ได้รับการยอมรับจากพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติตามเช่นกัน
เวลานี้จ้าวเซี่ยวก็ตั้งสติได้แล้วเช่นกัน จึงยิ้มเยาะและเอ่ยว่า “เฉาเซวียน อย่าทำให้ทุกคนรำคาญเจ้า”
บรรยากาศข่มขู่เต็มที่
เฉาเซวียนฝืนยิ้มอยู่ในใจ
เขาเดาถูกแล้วจริงๆ ด้วย
ตระกูลเจียงก็ใจกล้าแบบนี้!
หากเรื่องราวไม่ได้รับการยอมรับจากเจียงลวี่ เจียงลวี่ก็จะไม่รับราชโองการอย่างเด็ดขาด
แถมยังล่วงเกินจ้าวเซี่ยวด้วย
นี่เขาเป็นแบบอย่างของการทำดีแล้วไม่ได้ดี!
ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความสุขชั่วชีวิตของเจียงเซี่ยน นอกจากเจียงเซี่ยนแล้ว ก็ไม่มีใครตัดสินใจแทนนางได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปรึกษาเรื่องนี้กับเจียงเซี่ยนก่อน
หากเป็นเวลาปกติ เฉาเซวียนจะต้องคิดหาทางโน้มน้าวเจียงลวี่ด้วยสีหน้าอ่อนโยนและยิ้มแย้มอย่างแน่นอน แต่เวลานี้เขาทั้งง่วงทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำทั้งหิว จึงไม่มีแรงและไม่มีกะ