ายกถ้วยชาขึ้นมาค่อยๆ จิบอึกหนึ่ง แล้วยิ้มออกมาอย่างค่อนข้างจนใจ พลางเอ่ยว่า “ซื่อจื่อ ในเมื่อพวกเราคุยกันไม่รู้เรื่อง และท่านกับข้าต่างก็ไม่อยากถอยกันคนละก้าว ข้าคิดว่า…พวกเราต่างก็มาจากตระกูลทหาร ก็อย่ามาขี้ขลาดเหมือนพวกบัณฑิตเลย สู้เจอฝีมือที่แท้จริงตอนลงมือดีกว่า หากพวกท่านชนะ ก็เท่ากับข้าทำงานที่ควรทำไม่สำเร็จเอง ไม่มีกำลังปกป้องนาง แน่นอนว่าย่อมไม่อาจพูดอะไรได้ แล้วแต่พวกท่านจะจัดการ แต่หากข้าชนะ ข้าขอเพียงซื่อจื่ออย่าแทรกแซงเรื่องของพวกเราสองตระกูลอีก แน่นอนว่า หากซื่อจื่อยอมยืนอยู่ฝ่ายข้า ข้าก็จะยิ่งซาบซึ้งอย่างหาสุดมิได้…”
ไม่อย่างนั้นหลี่เชียนยังคิดว่ามีวิธีอะไรสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้?
แสดงความอ่อนแอออกมาด้วยการร้องไห้สักสองสามหยด?
บอกว่าตนเองชอบเป่าหนิงแค่ไหน?
เจียงลวี่ยิ้มเยาะ และค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยว่า “พูดจาเหลวไหลให้มันน้อยๆ หน่อย ระหว่างท่านกับข้านอกจากต่อสู้กันก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ส่วนว่าจะแทรกแซงเรื่องของสองตระกูลหรือไม่ จวนเจิ้นกั๋วกงนั้นท่านพ่อเป็นผู้ดูแลตระกูลและมีสิทธิตัดสินใจเรื่องในครอบครัว ข้าก็เพียงแค่รับคำสั่งจากท่านพ่อให้ตามรอยมาไกลมากเท่านั้น หากสติปัญญาและความสามารถของข้าสู้คนอื่นไม่ได้ และกลับไปด้วยความล้มเหลว ก็ย่อมมีผู้อาวุโสในตระกูลรับผิดชอบตัดสินใจ ท่านขอบคุณข้าไปก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน!”
ได้เปรียบแล้วไม่ใช้นั่นคือคนโง่
คิดว่าเขาเป็นเหมือนพวกลู