อ่ยกับเจียงลวี่เสียงเบาว่า “ท่านพี่อาลวี่ หลี่เชียนรังแกคนเกินไปแล้ว เขาเดาได้ว่าพวกเราไม่กล้าลงมือกับเขาตามใจชอบอย่างนั้นหรือ? ถึงได้หยุดอยู่ที่นี่อย่างไม่สนใจไยดีแบบนี้…”
“อาจ้าน!” เจียงลวี่หยุดฝีเท้า และเอ่ยแทรกเขา มองดวงตาของเขาด้วยสายตาลุ่มลึก และเอ่ยเสียงเบาว่า “ตอนนี้เจ้าต้องสงบสติอารมณ์ เจ้าลองคิดดู ตอนแรกหลี่เชียนใช้จินเซียวถ่วงเวลา แล้วก็ดึงดูดความสนใจมาตลอดทางจนมาพักที่วัดป่าโอสถ ท่าทางเหมือนรอพวกเรามาหาถึงที่ นี่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทำได้หรือ? เป่าหนิงอยู่ในกำมือเขา เจ้าอยากช่วยเป่าหนิง ก็ต้องผ่านด่านเขาไปให้ได้ พวกเรารีบเดินทางอย่างสุดกำลังทั้งวันทั้งคืน เป็นกองทัพที่เหนื่อยล้าแล้ว เขารอให้พวกเรามา พวกเราก็เสียเปรียบแล้ว เจ้ายังไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยเหตุผลอีก เช่นนั้นพวกเรามีแต่คำว่า ‘แพ้’ แทนที่จะขึ้นเขาไปเสียหน้าตอนนี้ สู้หาโรงเตี๊ยมที่ตีนเขาสักแห่งพักผ่อนและปรับปรุงกำลังสักคืนแล้วค่อยมาพบหลี่เชียนดีกว่า…”
“ข้ารู้แล้ว!” หวังจ้านสูดลมหายใจลึก สีหน้าค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง “เรื่องนี้ข้าผิดเอง ช่วงนี้ข้าวุ่นวายใจเกินไปแล้ว”
“วุ่นวายใจไม่ใช่เรื่องแย่ ทว่าหากควบคุมความวุ่นวายใจในใจไม่ได้ เจ้าก็จะเป็นได้เพียงทหารชั้นผู้น้อยตลอดไป” เจียงลวี่เอ่ยอย่างเฉยชา และตามหลังเด็กรับใช้ปิงเหอขึ้นเขาไปทีละก้าวด้วยสีหน้าเหมือนเดิม “อาจ้าน คนเราต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญและไม่ทำสิ่งที่ไม