ทว่าจงเทียนอี้กลับเด้งตัวขึ้นมาทันทีเหมือนถูกเข็มตำ และเอ่ยเสียงดังว่า “จงเฉวียน เสียแรงที่ข้านับถือเจ้าเป็นวีรบุรุษ! เวลานี้เจ้าเหมือนวีรบุรุษที่ไหน แทบจะ…แทบจะ…สนใจแต่ผู้หญิงจนเมินเพื่อนแล้ว!”
คนทั้งลานต่างก้มหน้าลง
ท่ามกลางความเงียบสงัด หลี่เชียนปรายตามองเขา เหมือนมองเด็กที่ไม่รู้ความคนหนึ่งก่อความวุ่นวายอยู่ตรงนั้น
จงเทียนอี้หน้าแดง และพูดต่อไปไม่ได้แล้ว เหมือนลูกบอลยางที่ลมรั่วออกมาทันที
เจียงเซี่ยนมุมปากกระตุกเล็กน้อย
ถึงพบว่าที่แท้จงเทียนอี้ก็โง่ ตนเองโกรธเขา และเป็นพวกหาเรื่องใส่ตัวอย่างสิ้นเชิง
นางส่งสายตาให้หลิวตงเยว่ ส่งสัญญาณบอกเขาว่าไม่ต้องสนใจจงเทียนอี้
หลิวตงเยว่มองเจียงเซี่ยนอย่างซาบซึ้งใจ
ท่านหญิงออกหน้าให้เขา และใต้เท้าหลี่ยังชมเขาด้วย…หากไม่ใช่ว่ามีคนนอกอยู่ เขาอยากก้มลงไปคุกเข่าคำนับท่านหญิงกับใต้เท้าหลี่จริงๆ
ดีที่หลังจากนั้นจงเทียนอี้ไม่ทำอะไรน่าตกใจอีก ทั้งสามคนดื่มชาครู่หนึ่งอย่างเงียบๆ เจียงเซี่ยนปฏิเสธคำชวนของหลี่เชียนทางอ้อม และรับประทานอาหารเย็นคนเดียว พอกลับถึงห้องก็นอนลงทันที
หลิวตงเยว่เตือนเจียงเซี่ยนเสียงเบาว่า “ท่านจะออกไปเดินเล่นสักหน่อยไหมขอรับ? ย่อยอาหารสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
“ช่างเถอะ!” เจียงเซี่ยนไม่สนใจ และเอ่ยกับหลิวตงเยว่เสียงเบาว่า “ข้ารู้สึกกระวนกระวาย อย่างไรก็รู้สึกไม่สบายใจ เจ้าว่า…หลี่เชียนหยุดพักที่วัดป่าโอสถ แถมยังปล่อยให้ข้าหยุดพักท