มองออกไปไกลลิบ แล้วก็มองเห็นเส้นขอบฟ้าที่ไกลโพ้นแปรเปลี่ยนเป็นความดำมืด ก่อนจะกลายเป็นคลื่นคลั่งสีดำที่ถาโถมฟ้าดินพุ่งตรงเข้ามา!
นี่เป็นครั้งแรก ที่เมี่ยวอินเจินเหรินตื่นตะลึงต่อสิ่งที่เรียกว่า “จำนวนคน”
นึกถึงตรงนี้ นางก็หันขวับกลับไปมองซั่วฮ่วน ก็เห็นว่าเขาได้จัดวางค่ายกลจนแล้วเสร็จ ยืนอยู่กลางแสงพร่างพรายเรียบร้อยแล้ว
“นี่มัน…ค่ายกลข้ามแดน?”
เมี่ยวอินเจินเหรินเผยรอยยิ้มทันที รีบสะบัดเส้นผมข้างหน้าผาก ดวงตาเปล่งแสงเสน่หา เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา “สหายเต๋านี่ช่างรอบคอบจริงๆ…”
แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือแววตาเยียบเย็นของซั่วฮ่วน
“ลาก่อน”
วินาทีถัดมา แสงพร่างดับวูบ เงาของซั่วฮ่วนก็หายไปในบัดดล ส่วนค่ายกลที่ไร้พลังค้ำจุนจากตำแหน่งเจินเหรินแล้ว ก็พลันสูญสิ้นแสงพลังตามไปด้วย
รอยยิ้มของเมี่ยวอินเจินเหรินก็แข็งค้างบนใบหน้าอันงดงามของนาง ในยามที่ทอดตามองไปรอบข้าง ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ถาโถมขึ้นมาในอก นี่เป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยพบอีกเลยนับแต่ได้กลายเป็นคู่ครองแห่งจงกวง และมันก็ทำให้นางกัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว
‘หากจงกวงยังอยู่…’
นึกถึงตรงนี้ ความขุ่นเคืองในใจต่อตัวจงกวงก็ทวีขึ้นอีกขั้น แต่แล้วนางก็สะบัดความฟุ้งซ่านออก หันไปตรวจสอบสภาพรอบกายแทน
“ดีที่ข้าปิดด่านในเขา”
แม้ไม่ได้คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวขนาดนี้ แต่เมี่ยวอินเจินเหรินก็เคยคิดถึงสถานการณ์ที่ถูกกองทัพของโลกหมื่นยุทธค้นพบและล้อ