ไม่อย่างนั้นยังหาคนไม่เจอ เจ้าก็ล้มไปก่อนแล้ว”
หวังจ้านก้มหน้าลง และรับถุงน้ำของเจียงลวี่ไปดื่มติดกันหลายอึกใหญ่ จนน้ำกระเซ็นโดนเสื้อด้านหน้าด้วยเพราะทำตัวบุ่มบ่ามมากเกินไป
“ขอบใจ!” เขาเอ่ยเสียงแหบ “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป่าหนิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
เจียงลวี่เม้มปากและเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “นางจะไม่เป็นไร!”
หากเป่าหนิงหนีตามหลี่เชียนไปล่ะก็…
การคาดเดานี้ เจียงเจิ้นหยวนกับเจียงลวี่ต่างคิดที่จะไม่บอกหวังจ้าน
แต่หากลักพาตัวไป หลี่เชียนยังไม่ติดต่อพวกเขา บางทีอาจจะยังจัดหาที่พักไม่เรียบร้อย หรือบางทีคนที่เจรจากับพวกเขาแทนหลี่เชียนอาจจะยังติดต่อพวกเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง ขอเพียงตามหลี่เชียนได้ทัน พวกเขาก็จะไม่ถูกกระทำเหมือนตอนนี้แล้ว
เจียงลวี่คิดแล้วก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันที
เขาตบบ่าของหวังจ้าน และเอ่ยว่า “อย่ากังวล ไทฮองไทเฮาเคยบอกว่า เป่าหนิงเป็นคนมีวาสนา คนมีวาสนานั้นโชคดี นางเจอเรื่องร้ายก็จะกลายเป็นเรื่องดี”
ในเมื่อมีวาสนา ทำไมบิดามารดาถึงเสียชีวิตทั้งคู่ และใช้ชีวิตโดยพึ่งพาคนอื่น?!
หวังจ้านมองป่าเขาที่อยู่ภายใต้ม่านยามราตรี นัยน์ตาฉายแววงุนงง
—
ส่วนเจียงเซี่ยนในเวลานี้กำลังพักแรมอยู่ในป่าเขาแห่งหนึ่ง
หลี่เชียนถือโคมไฟดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งอยู่ และยิ้มพลางถามเจียงเซี่ยนที่นั่งอยู่ในรถม้าว่า “เจ้าไม่ไปกับข้าจริงๆ หรือ?”
“ไม่ไป!” เจียงเซี่ยนเอ่ยอย