งักไป และเอ่ยอีกว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยคิด ข้ายังคิดกระทั่งว่า ไว้ผ่านไปสักสองสามปี นางมีลูกแล้ว ข้าซื้อพวกของจิปาถะเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กเล่นและแสร้งทำเป็นผ่านฝูเจี้ยนไปเยี่ยมนางโดยบังเอิญ หากจ้าวเซี่ยวใจกว้างหน่อย ข้ายังอาจจะได้เป็นพ่อบุญธรรมของเด็กด้วย และหลังจากนั้นก็เพิ่มเสื้อนวมลายดอกให้ลูกของนางปีละตัว ถึงจะแก่แล้ว หากลูกของนางเห็นแก่มิตรภาพของข้ากับนาง บางครั้งก็อาจจะมาเยี่ยมเยียนอาอย่างข้าเช่นกัน แต่เพียงแค่ข้าคิดว่านางจะอิงแอบอยู่ข้างกายจ้าวเซี่ยว ข้าก็เหมือนถูกคนแทงหน้าอก ยอมไม่ได้ ข้ายอมไม่ได้ และยิ่งคิดก็ยิ่งยอมไม่ได้…ทั้งที่ข้าเป็นคนพบนางก่อน แล้วทำไมต้องให้นางแต่งงานกับคนอื่น…ต่อให้สวรรค์จะล้อข้าเล่น ข้าก็จะไม่ทนให้เขาบงการเช่นกัน!”
อวิ๋นหลินไม่เอ่ยสิ่งใด
ความคิดถึงกันกลายเป็นความหลงใหล อย่างไรเขาก็รู้สึกว่าอันตรายเล็กน้อย ทว่าหลี่เชียนเป็นคนที่เขาเคารพนับถือ และเป็นคนที่เขาตัดสินใจว่าจะติดตามไปตลอดชีวิต เขาจึงไม่ควรเป็นคนเอ่ยคำเตือนพวกนั้นออกมา
เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้เป็นเพื่อนหลี่เชียน
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นยาน้ำแสบจมูก
อวิ๋นหลินมองรอยช้ำบนตัวหลี่เชียน แล้วอยากหัวเราะออกมามาก
หลี่เชียนน่าจะโตมาขนาดนี้ก็คงไม่เคยถูกคนตีหนักแบบนี้เหมือนกันกระมัง?
เขาเอ่ยว่า “ไม่อย่างนั้นพวกเราไปทางลัดดีกว่ากระมัง? เป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราต้องใช้เวลาเจ็ดแปดวันกว่าจะถึงซานซี หากเจียงลวี่กับจ้า