ู่ให้ทั้งสองคนฟัง
ทั้งสองคนสบตากัน ใบหน้าของไป๋ซู่ฉายแววลังเลมาก แต่เฉาเซวียนกลับสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่ง และเอ่ยกับไป๋ซู่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว ข้าจะจัดการไปตามสถานการณ์ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่ต้องรีบร้อน สิ่งที่จะเกิดก็เกิดขึ้นแล้ว เจ้าเรียกคนที่อยู่ข้างกายท่านหญิงมารวมกันให้หมดเดี๋ยวนี้ อย่าให้พวกเขาเดินไปไหนตามใจชอบ แล้วก็อธิบายกับพวกเขาว่ากลัวเจียงลวี่จะพาลโกรธ อย่าเพิ่งไปไหนทั้งนั้น”
ไป๋ซู่ได้ยินก็หน้าซีดลงอีกเล็กน้อย นางพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว” ทว่าสายตาที่มองเฉาเซวียนกลับฉายแวววิงวอนอยู่อย่างเบาบาง
เฉาเซวียนสีหน้าคลุมเครือ เขาเงียบไปชั่วครู่และเอ่ยว่า “เรื่องบางเรื่อง ไม่ใช่ว่าข้ากับเจ้าจะตัดสินใจได้”
“ข้ารู้แล้ว!” ไป๋ซู่พูดอยู่ก็ปรากฏประกายน้ำตาขึ้นในดวงตา
เติ้งเฉิงลู่อดที่จะมองเฉาเซวียนและมองไป๋ซู่อีกครั้งไม่ได้
เกิดอะไรขึ้นหรือ?
ทำไมคำพูดของสองคนนี้ฟังดูแปลกๆ?
เขาพึมพำในใจ ไป๋ซู่ย่อตัวคารวะเติ้งเฉิงลู่ครั้งหนึ่ง
เติ้งเฉิงลู่คารวะตอบอย่างลนลาน ไป๋ซู่ออกไปแล้ว
เขาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่กลับถามเฉาเซวียนว่า “คุณหนูไป๋เป็นอะไรไปหรือ?”
“ไม่มีอะไร” เฉาเซวียนเอ่ย “พวกเราถามอะไรมาไม่ได้เลย จึงอยากมาฟังว่าเจียงลวี่จะว่าอย่างไร”
เติ้งเฉิงลู่เอ่ยว่า “อ้อ” และไม่ได้พูดอะไร เขานั่งเท้าคางอย่างเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นคนเดียว
เฉาเซวียนไม