่ได้สนใจเขา
เขารู้จักเติ้งเฉิงลู่ตั้งแต่ตอนที่เฉาไทเฮายังกุมอำนาจ ทว่าเติ้งเฉิงลู่ขี้ขลาดมากมาโดยตลอด เฉาเซวียนจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขา และไม่ได้สนิทสนมกับเขา พอเห็นเขาเหม่อลอยเหมือนเมื่อก่อน บวกกับเฉาเซวียนเองก็มีเรื่องในใจ จึงขี้เกียจที่จะคุยกับเขาอีก บอกไปว่า “ข้าจะลองไปดูว่าทางเจียงลวี่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่” แล้วก็เดินออกไปข้างนอก
เติ้งเฉิงลู่พยักหน้าอย่างเหม่อลอย
เห็นจินเซียวกับหวังจ้านเดินเข้าไปหาเฉาเซวียน
หากบอกว่าจินเซียวเพียงแค่สีหน้าเคร่งขรึม เช่นนั้นหวังจ้านก็เรียกได้ว่าหน้าตาเย็นชา จนถึงขั้นเจือความโหดเหี้ยมอยู่อย่างเบาบาง ทำให้เติ้งเฉิงลู่สงสัยไปชั่วขณะว่าคนๆ นี้ใช่หวังจ้านหรือไม่กันแน่
“อาลวี่ล่ะ?” หวังจ้านถามเฉาเซวียนเสียงดัง “ข้ามาหาเขามีเรื่องด่วน!”
“เขาออกไปกับจ้าวเซี่ยวแล้ว” เฉาเซวียนส่งสายตาให้หวังจ้าน ความนัยที่แฝงในนั้นคือหากเขามีเรื่องอะไรให้ทุกคนคุยกันเป็นการส่วนตัว
ทว่าใครจะรู้ว่าหวังจ้านกลับเข้ามาลากเฉาเซวียนไปทางตู้ปลาที่อยู่ข้างๆ และยังเอ่ยเสียงเบามากว่า “แม่ทัพจินไม่ใช่คนนอก…พวกเราพบว่าตรงประตูเล็กตรงมุมกำแพงด้านหลังมีรอยล้อรถตื้นๆ แม่ทัพจินบอกว่า น่าจะมีรถผ่าน แต่ทางเส้นนั้นตัดไปถึงหมู่บ้านเท่านั้น และทั้งสองฝั่งก็ล้วนเป็นต้นไม้โบราณที่บังแสงแดดกับหญ้ารกชัฏ คนธรรมดาจะไม่ไปตรงนั้น เกรงว่า…เกรงว่าเป่าหนิงจะไม่อยู่ที่หมู่บ้านแล้ว!”
เขาคิดว่าเฉาเ