สนอให้ลดหรือเว้นภาษีที่ดินของเจียงหนาน และส่งเสริมให้ผู้อพยพที่ไม่มีสำมะโนครัวบุกเบิกที่รกร้างก็ถูกหลี่เชียนปฏิเสธเช่นกัน ไม่ว่านางจะพูดอย่างไร เขาก็ไม่เห็นด้วย หากพูดต่อไปอีก เขาก็จะส่ายหน้าอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เขาปฏิบัติกับนางเหมือนเด็กไม่รู้ความ พอคุยกันไม่ลงตัวก็จะเมินเฉย พอนานวันเข้า นางก็คิดได้แล้ว แต่นางนั้น ถึงแม้จะโกรธจนแอบร้องไห้เงียบๆ ทว่าก็ยังคงไม่มีทางเลือกเช่นเดิม จึงจำเป็นต้องประนีประนอม…
ความอยุติธรรมที่ได้รับและความเสียใจอย่างลับๆ เหล่านั้น เหมือนหินหนืดที่โหมซัดสาดไล่หลังมาท่วมสติปัญญาของนางอีกครั้ง
“ข้าไม่สน ข้าจะกลับบ้าน! ข้าแค่อยากกลับบ้าน!” เจียงเซี่ยนพูดไปก็ยกเท้าขึ้นและเตะไปทางหลี่เชียน น้ำตาก็ร่วงลงมาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้เช่นกัน “ข้าแค่อยากกลับบ้าน! ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
ถูกเตะอย่างไม่วางกำลังป้องกันแม้แต่นิดเดียวแบบนี้ แถมยังเป็นการเตะมั่วซั่วอย่างไม่สนใจไยดี ถึงจะเป็นหลี่เชียน ก็เจ็บจนส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอเช่นกัน
สายตาของเขามืดมน เขาโอบเจียงเซี่ยนไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลอีกครั้ง
“นอกจากเรื่องนี้ เรื่องอื่นข้าจะตามใจเจ้าทุกอย่าง!” หลี่เชียนพึมพำ แขนเหมือนห่วงเหล็ก ไม่ว่าเจียงเซี่ยนจะดิ้นอย่างไรก็หนีจากอ้อมกอดของเขาไม่ได้อยู่ดี
“เจ้าคนสารเลว! เจ้าคนสารเลว!” เจียงเซี่ยนน้ำตาไหลอาบหน้า นางตบตีหลี่เชียนอย่างเกรี้ยวกราด
“ข้าไม่ดีเอง ทั้งหมด