่นนี้ ก็ช่างเถอะ!
“ไม่ต้องแล้ว” เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าแค่รู้สึกแปลก คนอย่างอู๋เยี่ยนเต้า จุดอ่อนธรรมดาต้องไม่พอที่จะทำให้เขาช่วยออกหน้าให้พวกเจ้าอย่างแน่นอน กุนซือฝูอวี้ของพวกเจ้าเก่งมากทีเดียว”
“ก็จริง” หลี่เชียนยิ้มพลางพยักหน้า และเอ่ยว่า “ไม่อย่างนั้นตระกูลหลี่ก็คงจะไม่เดินมาถึงวันนี้อย่างปลอดภัยแล้วเช่นกัน” เขาเอ่ยต่อว่า “ข้ากลับไปครานี้ ก็นำของยืนยันที่ท่านพ่อทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ไปหาคนเหล่านั้น เพียงแต่…ของยังเป็นของชิ้นเดิม แต่คนมิใช่คนเดิมอีกแล้ว บางคนเห็นของยืนยันของข้าแล้วก็ดีใจมากจนร้องไห้ ไม่นานก็เรียกลูกหลานในตระกูลออกมาพบข้าและมอบคนให้ข้า บางคนก็ไม่ยอมเปิดเผยความจริง และเพิ่งจะรู้จักข้าหลังจากได้ทดสอบกำลังที่แท้จริงของข้าแล้ว บางคนก็หลอกลวงข้าโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก…”
นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากมิใช่หรือ?
ตระกูลหลี่ออกจากซานซีมาตั้งหลายปี นอกเสียจากว่าเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่เหมือนนาง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครแน่ใจว่าพวกเขาจะเดินไปถึงขั้นไหน ยอมรับ หยั่งเชิง ปฏิเสธ ล้วนเป็นความรู้สึกที่คนทั่วไปมี ทำไมหลี่เชียนต้องเล่ารายละเอียดที่ไม่สำคัญของเรื่องนี้อย่างยาวยืดด้วย?
เจียงเซี่ยนไม่ค่อยเข้าใจนัก
หลี่เชียนยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าแค่หดหู่เล็กน้อย”
เขาเอ่ยเช่นนี้ เจียงเซี่ยนก็เข้าใจทันที นางจึงยิ้มและเอ่ยว่า “แต่ดูจากท่าทางของเจ้าในตอนนี้ คงจะยังได้มากกว่าเสียกระมัง?”
“ใช่แล้ว”