ที่แท้อวิ๋นหลินตามหลี่เชียนมานี่เอง
เขาอายุมากกว่าหลี่เชียนสองสามปี
ชาติก่อนเขาเป็นแม่ทัพใหญ่อันดับหนึ่งภายใต้บังคับบัญชาของหลี่เชียน และเป็นคนที่มีความสามารถแบบที่ ‘ขึ้นหลังม้าสามารถต่อสู้กับชนเผ่าทางเหนือได้ ลงจากหลังม้าก็ยุ่งอยู่กับการร่างเอกสารของกองทัพ’ ทั้งเฉลียวฉลาดและวางแผนเก่งกาจ
เฉาเซวียนเคยอิจฉาหลี่เชียนมาก เสียดายที่อวิ๋นหลินติดตามหลี่เชียนแล้ว หากอวิ๋นหลินถวายความจงรักภักดีต่อราชสำนัก ก็เป็นขุนนางระดับสูงสักแห่งไปตั้งนานแล้ว
แน่นอนว่าชาติก่อนนางย่อมเคยเจออวิ๋นหลิน
อวิ๋นหลินเลื่อนตำแหน่งไปจนถึงแม่ทัพด่านจวีหย่งเพราะความดีความชอบในเรื่องการรบโดดเด่น เขาตามหลี่เชียนเข้าเมืองหลวงมาขอบพระคุณหลายครั้ง นางนั่งอยู่ในตำหนักจินหลวน โดยมีม่านมุกกั้นอยู่ รู้สึกเพียงว่าอวิ๋นหลินรูปร่างผอมบาง ไม่เหมือนแม่ทัพที่ทำสงครามสักนิด ตอนนั้นอยากเห็นเขาชัดๆ มากแต่ไม่มีโอกาส
ตอนที่เจียงเซี่ยนมองไป อวิ๋นหลินก็พาหลิวตงเยว่ออกไปทางประตูเล็กตรงมุมกำแพงและไม่ได้หันกลับมาแล้ว
หลี่เชียนเห็นแล้วก็ยิ้มออกมา และเอ่ยว่า “เดี๋ยวข้าเรียกอวิ๋นหลินมาให้เจ้าดูชัดๆ”
เจียงเซี่ยนเขินอาย และพึมพำว่า “ข้าก็แค่อยากรู้นี่นา!”
หลี่เชียนพยักหน้า ในสายตาเหมือนมีแสงดาวมากมาย และเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ารู้! เหนื่อยหรือไม่ เจ้าเหงื่อออกแล้ว”
เสียงนั้นเจือความหลงใหลเล็กน้อย เหมือนโทนเสียงของไทฮองไทเฮาที่กอดนางไว้ในอ้อมแขนและคอ