ี่ไปซานซี ก็ต้องยกพื้นที่ที่ตนเองครอบครองให้ผืนหนึ่ง
ตระกูลหลี่ยังไม่ได้มีหน้ามีตามากขนาดนั้น
แน่นอนว่าเจียงเซี่ยนเข้าใจ
แต่นางก็ไม่อาจบอกลุงของตนเองได้เช่นกันว่าต่อไปหลี่เชียนจะกลายเป็นคนใหญ่คนโต เวลานี้คบหากับเขาก็เป็นช่วงเวลา ‘เก็บสะสมของหายากเอาไว้และรอขายออกไปในราคาสูง’ พอดี
“ข้าไม่ได้รู้สึกละอายใจต่อตระกูลหลี่” เจียงเซี่ยนคิดแล้วก็เอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้าหวังว่าหลี่เชียนจะช่วยเฉาเซวียนได้” นางเล่าเรื่องของจ้าวอี้ให้เจียงเจิ้นหยวนฟัง “แม้แต่ไทฮองไทเฮาก็ไม่สนิทสนมกับฝ่าบาทเท่าเมื่อก่อนแล้วเหมือนกัน เขามีความรู้ตื้นเขินเกินไป พวกเราต้องมีคนช่วยหลายคนถึงจะถูก และตระกูลเจียงคุมกองกำลังรักษาพระนครมาตลอดหลายปีนี้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนมือแล้วเช่นกัน” นางเอ่ยถึงการละเล่นบนน้ำแข็งที่ทะเลสาบสือช่าเมื่อหลายวันก่อน “ท่านพี่น่าจะรู้ดี หลายปีมานี้กองกำลังรักษาพระนครใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย พาออกมาหลอกคนยังพอได้ แต่ลงสนามรบและฆ่าศัตรูอย่างจริงจังนั้นไม่ได้เรื่องสักนิด แทนที่จะจับพวกเขาไว้ในมือทั้งหมดก็คลายออกบ้างดีกว่า แล้วคิดหาทางคบหากับฐานที่มั่นทางอวี๋หลิน ด่านซานไห่และไท่หยวนนั้น ทางนั้นกับชนกลุ่มน้อยทางเหนือมีพรมแดนติดกันโดยตรง มีสงครามรุนแรงอยู่เสมอ ทหารของพวกเขาต่างเป็นคนที่เคยฆ่าศัตรู และเก่งกว่ากองกำลังรักษาพระนครมาก”
————————————
[1] อวิ๋นกุ้ย ชื่อย่อของมณฑลอวิ๋นหนาน(ยูนนาน)กับมณฑลกุ้ยโจ