ัวจากคนกลุ่มนั้น และกลับไปที่ห้องอุ่น
ถึงอย่างไรในห้องอุ่นก็อุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ ใครจะอยากหนาวจนจมูกแดงก่ำอยู่ข้างนอกตอนที่ไม่มีอะไรทำกัน
ทั้งสองคนพิงที่นั่งคนงาม[1]คุยเรื่องส่วนตัวกัน
เจียงเซี่ยนเตือนไป๋ซู่ว่าหากมีโอกาสก็เตือนให้เฉาเซวียนคิดหาทางสนับสนุนให้หลี่เชียนรวบรวมคนก่อตั้งพรรคพวกและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวที่ซานซี “…ทางฝั่งไทเฮาข้าไม่กังวล แค่กลัวว่าหากไทเฮาไม่อยู่แล้วเฉิงเอินกงจะใช้ชีวิตลำบาก หากมีขุนนางระดับสูงในท้องถิ่นสนับสนุน ฝ่าบาทก็จะให้อภัย และหากไม่อับจนหนทางจริงๆ ก็จะไม่ทำอะไรเฉิงเอินกง ดังนั้นหลังจากเจ้าเข้าไปแล้วก็ต้องเตือนให้เฉิงเอินกงแสดงความเมตตากับตระกูลหลี่เป็นหลัก อย่าแตกหักกับพวกเขาเด็ดขาด”
ไป๋ซู่ขมวดคิ้ว และเอ่ยว่า “นี่จะมีประโยชน์อะไร! หากล่วงเกินฝ่าบาท ราชโองการฉบับเดียวของฝ่าบาทก็สามารถย้ายหลี่เชียนกลับเมืองหลวงได้แล้ว…ถึงอย่างไรใต้หล้านี้ก็เป็นของฝ่าบาท”
“เจ้าโง่หรือ!” เจียงเซี่ยนเอ่ย “ผู้คนมักจะกล่าวกันว่า ร้านค้าที่เก่าแก่และใหญ่มักจะเย็นชากับลูกค้า ลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยมักจะจงใจกลั่นแกล้งร้านค้า ขอเพียงเจ้ากล้าหาญพอ จับซานซีไว้ในมือให้แน่น ต่อให้ฝ่าบาทอยากโยกย้ายตำแหน่ง ก็ต้องชั่งใจสักหน่อยว่าใครจะรับช่วงต่อได้…”
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สองสามปีนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า ต่อให้จ้าวอี้คิดจะปรับปรุงด้านการทหาร ภาษีที่นากับภาษีต่างๆ ของเจียงหนานยังจัดการ