เจี๋ยไว้และถามไม่หยุดเช่นกัน พอไป๋เจี๋ยตอบไม่ได้ นางก็จะให้ไป่เจี๋ยไปเรียกผู้ติดตามของเจียงลวี่เข้ามาถามอย่างละเอียด จนกระทั่งไป่เจี๋ยบอกอย่างลำบากใจว่าฝูเซิงกลับไปแล้ว หานถงซินถึงได้หยุด แต่หนึ่งในคุณหนูสองคนของตระกูลซ่งเอ่ยว่า “ไป่เจี๋ย เจ้าเรียกซื่อจื่อเจิ้นกั๋วกงว่าคุณชายใหญ่ พวกเจ้าเรียกเขาแบบนี้เป็นการส่วนตัวกันหมดหรือ?” อีกคนเอ่ยว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงเรียกเขาว่าคุณชายใหญ่?”
แน่นอนว่าไป่เจี๋ยไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เจียงลวี่ นางยิ้มอย่างงุนงงและเอ่ยว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ! ตอนที่ข้าเข้าวัง ทุกคนก็เรียกซื่อจื่ออย่างเคารพแบบนี้กันหมด พวกเราจึงเรียกแบบนี้เหมือนกัน!”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เจียงเซี่ยน
เจียงเซี่ยนก็ขี้เกียจที่จะคุยเรื่องพี่ชายของตนเองกับพวกนางเช่นกัน และรู้สึกว่าไป่เจี๋ยคิดข้ออ้างนี้ได้ดีมากจริงๆ จึงยิ้มและเอ่ยทันทีว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ข้าจำความได้ ทุกคนก็เริ่มเรียกท่านพี่แบบนี้แล้ว”
ทุกคนไม่คล้อยตาม และจะให้เจียงเซี่ยนเล่าเหตุผลของเรื่องนี้มาให้ได้
เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้องอุ่นชั่วขณะ คึกคักมาก
ซุนเต๋อกงมาจัดงานเลี้ยงให้อย่างนอมน้อม
ทุกคนตีหน้าขรึม นั่งลงอย่างเรียบร้อย และกล่าวขอบคุณฮ่องเต้
ซุนเต๋อกงว่านอนสอนง่าย เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและสุภาพอ่อนโยน ทว่าตอนที่จัดงานเลี้ยงกลับยกถ้วยเล็กที่ชุบเงินและสลักลายดอกเหมยมาวางตรงหน้าเจียงเซี่ยนด้วยตนเอง
คนอื