ต้องบอกว่าเจียงเซี่ยนรู้จักนิสัยของจ้าวอี้เป็นอย่างดี ทุกคำพูดของนางล้วนแทงลึกเข้าไปในใจของจ้าวอี้ ทำให้จ้าวอี้สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก จนหน้าตาหม่นหมองราวกับช่วงเวลาก่อนฝนจะตก
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับคิดแต่จะขุดหลุมไม่คิดที่จะกลบ นางลุกขึ้นยืนเหมือนมองไม่เห็น และเอ่ยว่า “ฝ่าบาทยังมีเรื่องอะไรจะบอกหม่อมฉันอีกหรือไม่? หากมีเพียงเรื่องนี้ หม่อมฉันทูลฝ่าบาทเลยแล้วกัน…หม่อมฉันไม่ตกลง หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ! ในห้องชานี้จุดเตาไฟไว้ หม่อมฉันได้กลิ่นแล้วไม่สบายตัว”
ความจริงแล้วจ้าวอี้เรียกเจียงเซี่ยนออกมาเพราะอยากคุยเรื่องคนสกุลฟางกับนาง เจียงเซี่ยนทำกับเขาแบบนี้ เขาจะพูดออกได้อย่างไร จ้าวอี้รู้สึกกลุ้มใจมากกว่าเดิม เขาลุกขึ้นยืนอย่างวู่วาม แล้วเลิกม่านขึ้นเดินออกไปข้างนอก “อย่างนั้นพวกเราไปเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาเถอะ!”
เจียงเซี่ยนไม่ใส่ใจกับท่าทีของเขา และตามเขาไปที่ห้องอุ่นตะวันออก
ไทฮองไทเฮายิ้มตาหยีและถามจ้าวอี้ว่ามาทำอะไร?
จ้าวอี้ออดอ้อนพลางจูงแขนไทฮองไทเฮา และนั่งลงข้างกายไทฮองไทเฮา แล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดถึงเสด็จย่า มาฉลองวันก่อนวันส่งท้ายปีเก่าเป็นเพื่อนเสด็จย่าไม่ได้หรือ?”
“ได้สิ!” ไทฮองไทเฮายิ้มพลางตบมือของจ้าวอี้ และสั่งเมิ่งฟางหลิง “รีบไปบอกห้องเครื่องว่าเดี๋ยวฝ่าบาทจะอยู่เสวยพระกระยาหารค่ำที่วังฉือหนิง”
เมิ่งฟางหลิงยิ้มพลางตอบว่า “เพคะ”
ไทฮองไทเฮาหันไปถามเรื่องเฉาไท