นเถอะเพคะ?”
พอคิดว่าเวลานี้เด็กน้อยที่ตนเองประคบประหงมมาตั้งแต่เล็กก็ใกล้จะแต่งงานแล้วเช่นกัน ไทฮองไทเฮาก็รู้สึกปวดใจทันที นางยิ้มพลางยื่นนิ้วมาจิ้มหน้าผากของเจียงเซี่ยน และเอ่ยอย่างรักใคร่ว่า “เจ้าน่ะ หากแต่งงานจริงๆ จะเป็นอย่างไร?”
เจียงเซี่ยนหัวเราะ และเอ่ยว่า “เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะไม่แต่งงาน และอยู่เป็นเพื่อนเสด็จยายไปตลอดชีวิต!”
นางคิดแบบนี้จริงๆ
ตอนที่ท่านยายยังมีชีวิตอยู่ดี นางจะอยู่เป็นเพื่อนท่านยายตลอด
ไว้ท่านยายสวรรคตแล้ว นางจะไว้ทุกข์สามปีแล้วค่อยแต่งงาน
จะได้คิดให้ดีด้วยว่าต่อไปจะทำอย่างไร?
ไทฮองไทเฮาถือว่าสิ่งที่นางเอ่ยเป็นเพียงคำพูดของเด็ก จึงไม่ได้ใส่ใจ และให้คนไปเรียกไป๋ซู่มา พลางเอ่ยว่า “ในเมื่อพระราชทานงานสมรสแล้ว วันแต่งงานก็น่าจะใกล้แล้วเช่นกัน เกรงว่าปีนี้คงจะเป็นปีใหม่ปีสุดท้ายที่เจ้าได้ฉลองที่บ้านของตนเองแล้ว แต่ข้าก็ทำเกินหน้าที่ ให้เจ้าอยู่ในวังเป็นเพื่อนข้ากับย่าของเจ้า…”
ในวังห้ามทำหน้าเศร้าต่อหน้าชนชั้นสูงอย่างเด็ดขาด
ทว่าไป๋ซู่ได้ยินคำพูดนี้ก็หวนนึกถึงการดูแลที่ตนเองได้รับจากในวังตลอดหลายปีมานี้ น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ก็ร่วงลงมา นางสะอึกสะอื้นและคุกเข่าลงตรงหน้าไทฮองไทเฮา พลางเอ่ยว่า “หม่อมฉันไม่อยากแยกจากไทฮองไทเฮา ไทฮองไท่เฟย และเป่าหนิง…”
ทำให้ไทฮองไทเฮากับเจียงเซี่ยนรู้สึกเศร้าตามไปด้วย
ไทฮองไท่เฟยมาถึงพอดี นางร้อง “ว้าย” และสั่งสอนว่าไป๋ซู่ไม่รู้ควา