ละเอ่ยว่า “ตอนนี้ข้ารู้สึกกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว อยากคุยกับเจ้าหน่อย”
เดาว่าคงไม่ใช่เรื่องดีนัก
เจียงเซี่ยนจึงเดินตามเขาไปที่ห้องชา
ที่นั่นจุดเตาไฟใต้ตำหนักคลายหนาวแล้ว และยังสามารถนั่งดื่มชาได้ด้วย
นางเรียกนางในคนหนึ่งเข้ามาช่วยชงชาให้
พอนางในคนนั้นออกไปแล้ว จ้าวอี้ก็บ่นว่า “เจ้าชงชาให้ข้าสักถ้วยไม่ได้หรือ? ผู้หญิงในวังนี้มีใครที่ไม่ตามใจข้าบ้าง…”
เจียงเซี่ยนสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก และเอ่ยเสียงเฉียบขาดว่า “พูดอีกสิ!”
จ้าวอี้รีบหุบปาก
ผู้หญิงที่ตามใจเขาในวังนี้ หากไม่ใช่นางในก็เป็นนางในระดับสูง…เขาเอาเจียงเซี่ยนไปเทียบกับผู้หญิงพวกนั้น เจียงเซี่ยนจะไม่โกรธได้อย่างไร!
แล้วจ้าวอี้ก็ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน และพึมพำว่า “เจ้านี่ขี้โมโหจริงๆ” ถือว่าหาทางลงให้ตนเองแล้ว ต่อมาก็ทำเหมือนไม่ใส่ใจเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว และเริ่มระบายความทุกข์กับเจียงเซี่ยน “ข้าให้เหยียนหวาเหนียนเกษียณแล้ว ตอนฉลองปีใหม่ วังจี่เต้าจะเป็นคนรับผิดชอบงานเลี้ยง ไว้ขุนนางเริ่มทำงานแล้ว ก็จะให้วังจี่เต้าเป็นราชเลขาธิการแห่งสำนักราชเลขาธิการอย่างเป็นทางการ…”
เจียงเซี่ยนเอ่ยแทรกเขาอย่างไม่เกรงใจแม้แต่นิดเดียวว่า “ฝ่าบาทบอกเรื่องพวกนี้กับหม่อมฉันทำไม? หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเสียหน่อย!”
จ้าวอี้เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยว่า “เดี๋ยวไป๋ซู่ก็จะเป็นพี่สะใภ้ของข้าแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้าอยู่ในวังคนเดียว ต้องเบื่อแน่ มีครั้งหนึ่งข้าคุยกับวั