ก็ไม่เลว”
“แต่ลองคิดในอีกมุมหนึ่ง เจิ้นกั๋วกงเป็นใคร? ในเมื่อเขาตอบรับการแต่งงานนี้แล้ว ในภายหน้าหากเกิดเรื่องกับตระกูลเฉา เขาก็จะต้องพยายามปกป้องเฉาเซวียนอย่างสุดกำลังเช่นกัน”
“นี่ก็เป็นสาเหตุที่เฉาไทเฮาอยากดองกันกับพวกเราไม่ใช่หรือ?”
“เจ้ามักจะคิดว่าจ่างจูของพวกเราเสียเปรียบที่แต่งงานกับตระกูลเฉา แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษาของเฉาไทเฮาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ซื่อจื่อจิ้งไห่โหวกับอ๋องเหลียวยังไม่กลับไป ข้าได้ยินราชเลขาธิการวังบอกว่า ฝ่าบาทตรัสว่าสองคนนั้นมาครั้งหนึ่งก็ลำบาก จึงคิดจะให้ทั้งสองคนอยู่ฉลองเทศกาลตรุษจีนที่เมืองหลวง”
“ฝ่าบาทไม่ใช่ฝ่าบาทอย่างเมื่อก่อนแล้ว หากฝ่าบาททรงอยากกอบกู้ความสัมพันธ์พี่น้อง ดึงพระญาติมาเป็นพวก และพระราชทานงานสมรสให้อ๋องเหลียวกับซื่อจื่อจิ้งไห่โหวจริง จ่างจูของพวกเราเป็นท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่จะได้รับพระราชงานสมรสอย่างแน่นอน ท่านหญิงตงหยางก็กำลังวิ่งเต้นเพื่อท่านหญิงชิงอี๋ไปทั่วทุกที่ เจ้าไม่ได้ยินข่าวสักนิดเลยงั้นหรือ?”
“มี…มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ!” ฮูหยินเป่ยติ้งโหวลนลานเล็กน้อย
สีหน้าของเป่ยติ้งโหวบึ้งตึงมากขึ้น และเอ่ยว่า “หลายวันนี้เจ้าทำอะไรอยู่กันแน่?”
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
นางคิดว่าลูกสาวของตนเองยังเล็ก แล้วก็เติบโตที่วังฉือหนิง เรื่องแต่งงานของลูกสาวอย่างไรก็ข้ามหน้าข้ามตา