าหนิงของพวกเราโตมากแล้วสินะ รู้ว่าจะจัดงานเลี้ยงในบ้านอย่างไรแล้ว”
ไทฮองไท่เฟยยิ้มตามอย่างเห็นด้วย และเอ่ยว่า “แม้แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าศาลานั้นสามารถจุดเตาไฟใต้ศาลาคลายหนาวได้ แต่เป่าหนิงกลับรู้ จะเห็นได้ว่าเป่าหนิงใช้ความคิดกับเรื่องนี้ไปไม่น้อยเลยทีเดียว”
ไทฮองไทเฮาได้ยินก็หัวเราะอย่างมีความสุข
เจียงเซี่ยนทำได้เพียงเม้มปากยิ้ม
ไป๋ซู่ก็อ่านรายการอาหารอยู่ข้างๆ
ไทฮองไทเฮาตั้งใจฟัง แล้วก็ชมไป๋ซู่เช่นกัน และถามถึงรายชื่อแขกที่เชิญมางานเลี้ยง
เมิ่งฟางหลิงค้อมศีรษะและไปหา
มีนางในฝ่าหิมะมาเลิกม่านขึ้นและเข้ามารายงานว่า “ไทฮองไทเฮา ไทฮองไท่เฟย ท่านหญิงทั้งสอง ฮูหยินเป่ยติ้งโหวส่งสาส์นเข้ามาว่าอยากเข้าวังมาคารวะไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยเพคะ” พอเอ่ยถึงตรงนี้ นางก็มองไป๋ซู่ครั้งหนึ่ง และเอ่ยอย่างลังเลว่า “ฮูหยินเป่ยติ้งโหวยังบอกอีกว่า หากพรุ่งนี้สามารถอนุญาตให้นางเข้าวังได้แต่เช้า นางจะซาบซึ้งอย่างหาสุดมิได้เพคะ”
ส่วนใหญ่คำพูดนี้เป็นคำพูดที่เหล่าขันทีที่รับผิดชอบส่งสาส์นมาวังฉือหนิงเอ่ย
เวลานี้ฮ่องเต้ว่าราชการด้วยตนเอง ไทฮองไทเฮาควบคุมวังทั้งหก ฐานะของเจียงเซี่ยนและไป๋ซู่ก็พลันสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ขันทีเหล่านั้นต้องไม่กล้าล่วงเกินไป๋ซู่อย่างแน่นอน แล้วก็ไม่กล้าตัดสินใจ ถึงได้ขอให้นางในคนนี้พูด ‘ความจริง’
ทุกคนต่างแปลกใจเป็นอย่างมาก ไทฮองไทเฮาเอ่ยว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ให้นางเข้าวังแต่เช้า