ป๋ซู่มากเช่นกัน…
พอคิดถึงตรงนี้ ในใจนางก็เหมือนมีเปลวไฟกองหนึ่งค่อยๆ ก่อขึ้นมา
เจียงเซี่ยนก็จ้องหลี่เชียน
หลี่เชียนใจเต้นระส่ำ
วันนี้เจียงเซี่ยนสวมเสื้อกั๊กยาวลายเปี้ยนตี้จินสีเขียวขจีกลางเก่ากลางใหม่ กระโปรงสีขาวแปดจีบลายกุหลาบสีบานเย็น เส้นผมสีดำสนิทเกล้าเป็นมวยตรงท้ายทอย นอกจากที่คาดผมไข่มุกอันหนึ่งแล้วก็ไม่ได้ติดอะไรอีก ใบหน้าเล็กขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากที่แลดูซีดจางนั้น สวยและน่ารักเหมือนดอกท้อที่บานอยู่บนกิ่งในเดือนสาม
เขาอดที่จะรู้สึกลำคอตีบตันและคอแห้งเป็นอย่างมากไม่ได้ จึงยกถ้วยชาบนโต๊ะชาข้างๆ ขึ้นมาดื่มทีเดียวเกินครึ่งถ้วย
เจียงเซี่ยนถามเขา “ลุงของข้าเชิญเจ้ามาแล้วก็ไม่มีทางที่จะทิ้งเจ้าไว้ในลานบ้านของข้ากระมัง? เจ้าเข้ามาอย่างไรกันแน่? ลุงของข้ารู้หรือไม่? แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ฝั่งนี้?”
หลี่เชียนเอ่ยว่า “ลุงของท่านส่งสาส์นเชิญท่านพ่อรับประทานอาหาร ท่านพ่อคิดว่าหาโอกาสได้ยาก จึงพาข้ามาด้วย ข้านึกได้ว่าครั้งที่แล้วท่านเคยช่วยข้าไว้ ก็บอกว่าจะมากล่าวขอบคุณท่านสักหน่อย ปรากฏว่าลุงของท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ท่านพ่อกลัวลุงของท่านจะคิดว่าตระกูลของเราไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร จึงบอกว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ควรจะขอบคุณต่อหน้าท่าน ลุงของท่านขัดไม่ได้ จึงให้ซื่อจื่อพาข้ามา ท่านกำลังหลับอยู่ ข้าจึงบอกว่าจะรออยู่ที่นี่แล้วกัน ซื่อจื่ออยู่เป็นเพื่อนข้าครู่หนึ่งก็มีเพื่อนขุนนางเ