จ้าวอี้เพิ่งจะได้ของสะสมมาจากท้องพระคลังของเฉาไทเฮา สวมเสื้อผ้าสวยงามเดินในค่ำคืนที่มืดมิด ไม่มีสถานที่ที่คุยสักแห่ง พอได้ยินก็รู้สึกในทันใดว่าแม้เจียงเซี่ยนจะกำเริบเสิบสาน ทว่าก็ไม่ขัดหูขัดตาเขาที่สุด จึงยิ้มเป็นพระจันทร์เสี้ยวทันที และเอ่ยหลายครั้งว่า “เจ้าเลือกได้ตามสบาย เจ้าเลือกได้ตามสบาย ของในท้องพระคลังของข้าเจ้าเลือกได้ตามสบายเลย” แถมยังเสนอความคิดให้นาง “ข้าเพิ่งจะได้หยกเหอเถียนแกะสลักที่หายากมากมา ด้านบนเป็นสีชมพูแกะสลักเป็นป่าต้นท้อ ตรงกลางเป็นสีขาวทำเป็นพื้นที่ว่าง ด้านล่างเป็นสีน้ำเงินอมเขียวแกะสลักเป็นนาข้าว ฝีมือแกะสลักประณีตมาก เดี๋ยวข้าให้เจ้าดู”
เจียงเซี่ยนรู้จักหยกแกะสลักชิ้นนี้
ชาติก่อนจ้าวอี้ให้คนสกุลฟางเป็นรางวัล คนสกุลฟางตั้งชื่อให้มันว่า ‘ธารดอกท้อ’ แล้วก็วางไว้บนโต๊ะชาของเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างในตำหนักของนาง
ตอนหลังคนสกุลฟางตายไป นางไม่ได้ถามก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหยกแกะสลักชิ้นนั้นไปอยู่ที่ไหนแล้ว
นางได้ยินแล้วก็รู้สึกรังเกียจ
ทว่าคำพูดของจ้าวอี้ก็เตือนนางเช่นกันว่า ไม่ช้าก็เร็วนางต้องออกไปจากวัง มีของที่นางใช้ประจำหลายอย่างที่นางตัดสินใจจะนำพวกมันออกไปจากวังด้วย
เจียงเซี่ยนเลิกคิ้วถามจ้าวอี้ “ให้หม่อมฉันดูหรือมอบให้หม่อมฉัน?”
สองประโยคนี้แตกต่างกัน
ประโยคแรกเพียงแค่ให้เจ้ามีไว้ แต่ไม่ใช่สมบัติของเจ้า