้วซ้ำเล่า
นางรู้สึกคุ้นมาก ทว่าอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าหลี่เชียนเคยเอ่ยคำพูดเหล่านี้กับนางตอนไหนกันแน่
ผู้อาวุโสต่างบอกว่าสิ่งที่คิดในตอนกลางวันคือสิ่งที่ฝันเห็นในตอนกลางคืน…ความคิดแล่นผ่านไป เจียงเซี่ยนตัวแข็งทื่อ และกดความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ลงไปยังก้นบึ้งของหัวใจอย่างเร็วมาก แล้วนึกถึงเรื่องที่ตำหนักเต๋อฮุย
ไม่รู้ว่าพวกเขาทำสำเร็จหรือไม่?
หลี่เชียนได้เจอเฉาไทเฮาอย่างราบรื่นหรือเปล่า?
ไม่รู้ว่าเขาจะทำให้เฉาไทเฮาใช้งานเขาด้วยวิธีไหน?
นางคิดได้อีกว่าหลี่เชียนแสดงออกง่าย…ถึงเวลานั้นคนที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่ชนชั้นสูงก็เป็นขุนนางที่มีความดีความชอบและกุมอำนาจสำคัญ หวังว่าหลี่เชียนจะไม่ปากสว่างจนไม่ระวัง และฝืนออกมายุ่งเรื่องที่ไม่ควรยุ่งต่อหน้าพวกคนแก่อายุมาก จนถูกคนพวกนั้นขายแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง
พอคิดแบบนี้ เจียงเซี่ยนก็นอนไม่หลับอีกแล้ว
นางคลุมเสื้อคลุมและเดินออกจากตำหนัก
ไม่รู้ว่าโคมไฟประดับมุกที่เชื่อมต่อกันสี่โคมบนเสาหินแกะสลักที่ท่าเรือวารีเคียงพฤกษาเปลี่ยนเป็นโคมไฟประดับมุกที่เชื่อมต่อกันหกโคมตั้งแต่เมื่อไร
เจียงเซี่ยนไม่ได้คิดอะไรมาก นางมองวัดต้าเป้าเอินเหยียนโซ่วที่มืดมิดยามราตรีและเริ่มเหม่อลอย
—
แต่ทางจ้าวเซี่ยวกลับตกใจตื่นใจเต้นแรงพักหนึ่งอย่างไม่สามารถอธิบายได้
เขาถามองครักษ์ข้างกายที่รับหน้าที่ติดตามและเข้าเวรกลางคืนในห้องเขา “ตอนนี้ยามไหนแล้ว?”
องครักษ์ออกไปดูนาฬิกาทราย แล