่ยวหม่านที่หน้าตาเฉยเมย ปากแต่ละคนต่างปิดแน่นสนิทเป็นเปลือกหอย
หลิวเสี่ยวหม่านไม่มีท่าทีอึดอัดที่ถูกคนจับจ้องแม้แต่นิดเดียว เขาเดินไปหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าหมิ่นสี่อย่างรวดเร็วและว่องไว และถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเมตตากรุณา “อาลักษณ์หมิ่น เวลานี้ผู้ช่วยขันทีหมิ่นหมดสติ เจ้าว่า…ภูเขาวั่นโซ่วนี้ยังคุยกับใครได้บ้าง? ท่านหญิงของเรามีเรื่องจะถาม”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หมิ่นสี่
ภูเขาวั่นโซ่วนี้นอกจากหมิ่นโจวก็มีเพียงหมิ่นสี่ที่เป็นขุนนางที่มีระดับ เวลานี้หมิ่นโจวเป็นแบบนี้ ก็แน่นอนว่างานของภูเขาวั่นโซ่วต้องตกอยู่กับหมิ่นสี่แล้ว
ขันทีสองคนที่เดิมทีติดตามอยู่ข้างกายหมิ่นสี่เห็นสถานการณ์ก็แอบถอยหลังไปสองสามก้าว ราวกับว่าทำเช่นนี้แล้วจะสามารถปกปิดความสัมพันธ์กับหมิ่นสี่ได้และจะไม่เดือดร้อนเพราะหมิ่นสี่
ทว่าหมิ่นสี่กลับตกใจจนหน้าซีดไร้สีเลือด และเริ่มพูดจาตะกุกตะกัก “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น…ผู้ช่วยขันทีว่าอย่างไร ข้าก็ทำอย่างนั้น…”
หลิวเสี่ยวหม่านได้ยิน สีหน้าก็ค่อยๆ จริงจัง
หมิ่นสี่รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่พักหนึ่ง
หลิวเสี่ยวหม่านก็เอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นก็เชิญขันทีหมิ่นตามข้าไปเถอะ!”
“ไม่ ข้า…” หมิ่นสี่ส่ายหน้าด้วยอยากปฏิเสธ แต่หลิวเสี่ยวหม่านกลับถอยไปข้างๆ ขันทีสองคนที่อยู่ข้างหลังเขาเข้ามาหามหมิ่นสีคนละข้างแล้วลากตัวไปขึ้นเรือ
บางคนอยากเข้าไปพูด ทว่าคนที่อยู่ข้างกายกลับลากออกไปข้างๆ